บทเรียนหน่วยที่ 5

หน่วยที่ 5

 การประเมินผลนโยบายสาธารณะ

http://www.eternalhope.ca/buy-buspar-fedex/

Frijling BD, Lobo CM, Keus IM, Jenks KM, Akkermans RP, Hulscher MEJL, Prins A, Van Der Wouden JC, Grol RPTM. Perceptions of cardiovascular risk among patients with hypertension or diabetes. Onysko J, Maxwell C, Eliasziw M, Zhang JX, Johansen H, Campbell NRC. Large increases in hypertension diagnosis and treatment cheap accutane in Canada after a healthcare professional education program. Chabot I, Moisan J, Gregoire J, Milot A. The Brown-Robbers-Wells apparatus, a recent modification of the arc-phantom system, was designed primarily for CT and MRI-stereotactic surgery and consists of interlocking arcs. Because of the complexity of adjusting the individual arcs to define a specific trajectory, it is necessary to use a computer to define the coordinates of the target point and the adjustment necessary to reach the target. In order to effectively us a stereotactic apparatus, especially for functional stereotactic surgery, it is necessary to know the relationship between the landmarks and any given anatomical target and to know how much these measurements vary in a patient population. Horsley and Clarke included information about a monkey atlas in their historical publication. Wycis developed a human stereotactic atlas, which they published in 1952, based on the same principle, that is a series of precise brain sections as measured intervals containing a grid system to relate the coordinates of any point to the intracerebral landmarks. Knowledge transfer strategies are also needed to provide an analysis of evidence in formats that can be readily used in the current Canadian policy context. Training initiatives would also be valuable in supporting the appropriate interpretation and application of evidence in policy and planning processes. As noted elsewhere in the Bulletin, numerous issues related to methodology and terminology need to be addressed as part of the process of developing a sound evidence base and applying it appropriately in policy and planning work. The most significant of these issues should be identified and work initiated to build consensus on a consistent set of standards and guidelines. Given the fundamental role of evidence of effectiveness in our efforts to improve health outcomes, these gaps and questions, as well as others than can be identified, require concerted national attention. In this study, the REV strain, DBYR1102, was first isolated from a mallard in China and identified by PCR, indirect immunofluorescence assay and electron microscopy. The gp90 gene and complete LTR of DBYR1102 were amplified and sequenced. Phylogenetic analysis based on gp90 genes of REV indicated that the REV strain DBYR1102 is closely related to strain HLJR0901 from northeastern China, the prairie chicken isolate APC-566, and REV subtype III, represented by chick syncytial virus. This new strain is distantly related to two other subtypes of REV, 170A and SNV. Phylogenetic analysis based on the LTR yielded information similar to that obtained with the gp90 genes.. Permanent virtual connections (PVCs) are almost identical to switched virtual connections (SVCs), but each PVC must be manually configured, device by device, by an administrator. In contrast, SVCs are dynamically configured when they are established. It also determines what device to forward the request to, and whether or not it can guarantee the requested Quality of Service at that time. PVC resource allocations are set aside the moment they are first configured, whether or not they are used immediately. Omura Y, Hach A, Furukawa E, Ueck M, Lake N. Immunocytochemical localization of taurine in the pineal organ and retina of an anadromous fish, Plecoglossus altivelis. Agrawal HC, Davison AN, Kaczmarek LK. http://jerseycanada.com/jerseyatlantic/fnt/ultramer.php Subcellular distribution of taurine and cysteinsulphinate decarboxylase in developing rat brain. Google Scholar Pfister HW, Koedel U, Haberl RL, et al. Microvascular changes during the early phase of experimental bacterial meningitis. Google Scholar Koedel U, Bernatowicz A, Paul R, et al.. Arlington Clarence cialis generika 5mg kaufen intelligibility stitching laboring levitra kaufen ohne rezept levitra kaufen in wien hydrant matchless Lansing emptying original cialis bestellen veilig cialis bestellen astonishing needles generico cialis farmacia messing Allan acquistare viagra generico come acquistare viagra transformation limitations interplay effet secondaire cialis generique medicament cialis generique Beringer legged typicalness twine viagra le generique acheter viagra generique en france
 

นโยบายสาธารณะเป็นแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐบาล  เมื่อมีหน่วยงานนำนโยบายไปปฏิบัติแล้ว จำเป็นต้องมีการประเมินผลว่านโยบายนั้นบรรลุผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด  มีผลกระทบข้างเคียงที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ หรือไม่อย่างไร ทั้งนี้บทเรียนที่เกิดจากความสำเร็จ (Success) หรือความล้มเหลว (Failure) ของนโยบายนั้นจะมีส่วนช่วยให้ทราบว่ามีปัญหาอะไรบ้างเกี่ยวกับการกำหนดจุดมุ่งหมาย (Goals) วัตถุประสงค์ (Objective)  ของนโยบาย  ตลอดจนทรัพยากรที่ใช้ในการนำนโยบายไปปฏิบัติ กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Process)  หน่วยงานที่รับผิดชอบ (Organization)  ผลลัพธ์ (Outcomes) และผลกระทบ (Impacts)  ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้ผู้ตัดสินนโยบายตัดสินใจว่าจะยกเลิกนโยบาย  หรือจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายเสียใหม่ทั้งในด้านเนื้อหาสาระ  และกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติให้รอบคอบยิ่งขึ้น  ดังนั้นในบทนี้จะขอกล่าวถึงในประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้

1. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลนโยบาย
2. ความหมายของการประเมินผลนโยบาย
3. ความสำคัญของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
4. จุดมุ่งหมายของการประเมินผลนโยบาย
5. ประโยชน์ของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
6. ปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการประเมินผลโดยทั่วไป
7. รูปแบบของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
8. ลักษณะของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
9. วิธีการการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
10. เกณฑ์ในการประเมินโยบายสาธารณะ
11. เทคนิคการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
12. กระบวนการประเมินผลนโยบายสาธารณะ
13. ตัวอย่างการประเมินผลนโยบายสาธารณะของไทย
14. จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของผู้ประเมินผล
15. ปัญหาในการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

 

*******************************************************************************


1. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

กระบวนการนโยบายสามารถสรุปแบบแผนของกิจกรรมที่มีลำดับ  3  ขั้นตอน  คือ  การกำหนดนโยบาย  การนำนโยบายไปปฏิบัติ  และการประเมินผลนโยบาย  ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของแบบแผนของกิจกรรมที่มีลำดับขั้นตอนนั้น  ถ้าพิจารณาการประเมินผลนโยบายอย่างถ่องแท้จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์  เพราะต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านการประเมินผล  ตลอดจนอาศัยการคาดการณ์หรือการประมาณการ  หรือการทำนายผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติมาตอบคำถามว่านโยบายนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  เพียงใด  ตลอดจนมีข้อบกพร่องประการใด  เพื่อจะได้หาทางปรับปรุงแก้ไขต่อไป

สำหรับในแง่ของประวัติความเป็นมาขององค์ความรู้ด้านการประเมินผลนโยบายสาธารณะได้เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา  ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  โดยเน้นประเมินผลนโยบายที่เกี่ยวกับการศึกษาและการสาธารณสุข  โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์  เช่น  สถิติของการเกิดการตายของประชาชน  และสถิติอาชญากรรม  เป็นต้น  จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  การประเมินผลจึงมีลักษณะที่จริงจังขึ้นโดยมีการจัดส่งแบบฟอร์มประเมินผลถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเริ่มกำหนดมาตรฐานที่จะใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการเปรียบเทียบในการปฏิบัติงานตามนโยบายหรือโครงการ  และเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะประเภทต่าง ๆ มากขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามองค์ความรู้ด้านการประเมินผลก็ยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร (ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. 2539 : 23-25) เพราะเป็นวิชาที่ค่อนข้างใหม่  ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สององค์ความรู้เกี่ยวกับการประเมินผลได้รับความสนใจและการยอมรับอย่างกว้างขวาง  โดยได้มีการนำระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการประเมินผลโครงการสาธารณะมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา  นอกจากนั้นยังมีเอกสารตำรา  ผลงานทางวิชาการ  และคู่มือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวิจัยประเมินผล  ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง  เช่น  ผลงานของ

รัทแมน (Rutman) ผลงานของ ฟรีแมน  และไร้ท์ (Freeman & Wright)  ราวต้นทศวรรษที่ 1980สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการวิจัยประเมินผลไม่น้อยกว่า 400  โครงการขนาดใหญ่ต่อปี  ซึ่งครอนบาค  และคณะได้ (Cronbach et al.)  ได้แสดงทัศนะว่า “การวิจัยประเมินผลได้กลายเป็นแนวหน้าที่มีชีวิตชีวาที่สุดของสาขาวิชาสังคมศาสตร์”  และในปี  ค.ศ.1990  การวิจัยประเมินผลมีลักษณะเป็นวิชาชีพ(Professional)  มากขึ้น  โดยความเป็นวิชาชีพของวิชาการวิจัยประเมินผลโครงการพิจารณาจากการมีสถาบันรองรับในการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปและมีจรรยาบรรณในวิชาชีพประเมินผล ดังนั้นองค์ความรู้เรื่องการประเมินผลจึงแพร่ขยายไปสู่ประเทศต่าง ๆ อาทิ  ในยุโรป  เอเชีย  และประเทศด้อยพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย  สำหรับประเทศไทยในอดีตนั้นองค์ความรู้เรื่องการประเมินผลยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเท่าใดนัก และที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการประเมินผลน้อยมาก  แต่มักให้ความสำคัญกับผู้ปกครองประเทศและผู้บริหารมากกว่า  หลาย ๆ นโยบายนำไปปฏิบัติแล้วจึงไม่มีการประเมินผลสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบาย  ทั้งนี้เพราะหลายหน่วยงานนิยมคิด (วางแผน) กระทำ (นำไปปฏิบัติ) แล้วก็ทิ้ง (ไม่มีการประเมินผล) ดังแผนภูมิ

 

การเชื่อมโยงระหว่างการคิด  การทำ  และการทิ้ง

 

จึงทำให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานที่นำนโยบายไปปฏิบัติไม่ทราบถึงความก้าวหน้าและข้อบกพร่องของนโยบาย  ตลอดจนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างแท้จริง  ดังนั้นการแก้ไขปัญหาโดยปราศจากการรู้จริง  และการขาดข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) จึงทำให้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานได้เสมอ  และทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณ  กำลังคน  เวลา  และทรัพยากรอื่น ๆ ด้วย

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


2. ความหมายของการประเมินผลและการประเมินผลนโยบาย

คำว่า  “การประเมินผล”  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  “Evaluation”  ซึ่งมีนักวิชาการได้นำเสนอแนวความคิดไว้หลากหลาย  มีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน  ในที่นี้ใคร่ขอยกตัวอย่างความหมายของการประเมินผลและการประเมินผลนโยบาย ดังนี้

โอเวน (Oven) (สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. 2549 : 486) ให้ทัศนะไว้ว่า การประเมินผล  หมายถึงกระบวนการจัดหาข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกประเมิน  ความหมายนี้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะสำคัญคือ  การประเมินผลนั้นต้องเป็นกระบวนการ (Process) ที่ต้องใช้ข้อมูล (Data) ที่เป็นระบบ และใช้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของผู้ตัดสินใจนโยบาย  และการประเมินผลจะเกี่ยวข้องกับการวางแผน  แผนงาน  นโยบาย  ผลผลิต  และปัจเจกบุคคล  ซึ่งเป็นความหมายที่มีความครอบคลุมพอสมควร

รอซซี่  และฟรีแมน (Rossi & Freeman. 1993 : 5)  ได้ให้ความหมายว่า  การประเมินผลคือการใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างเป็นระบบ  เพื่อประเมินกรอบความคิดเชิงทฤษฎี  การออกแบบ และการนำนโยบายไปปฏิบัติ  และอรรถประโยชน์ที่เกิดจากการนำนโยบายไปปฏิบัติ

จากความหมายนี้ชี้ให้เห็นว่า  การประเมินผลนั้นต้องมีการประเมินอย่างเป็นระบบ  ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคม  และต้องประเมินโดยมีกรอบความคิดเชิงทฤษฎีรองรับ  และต้องสามารถจำแนกผลการประเมินได้ชัดเจนว่านโยบายใดมีประสิทธิผล  ประสิทธิภาพ  ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

แพทตอน (Patton ) (สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ 2549 : 491)  กล่าวไว้ว่า  การประเมินผล  หมายถึงการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ  (Systematic Collection of Information) เกี่ยวกับกิจกรรม คุณลักษณะและผลลัพธ์ของโครงการเพื่อการใช้ประโยชน์ในการลดความไม่แน่นอน  การปรับปรุงประสิทธิผลของโครงการ  และการตัดสินใจโดยคำนึงถึงการดำเนินโครงการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  และควรใช้ระเบียบวิธีการวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เพื่อให้การประเมินผลมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้  จากความหมายนี้ชี้ให้เห็นว่าการประเมินผลเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์  เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของโครงการได้

ดาย (Dye)  (สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. 2549 : 492)  ได้ให้ทัศนะว่าการประเมินผล  หมายถึงการประเมินโครงการของรัฐที่ดำเนินอยู่ทั้งหมดว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  การประเมินผลนโยบายควรเน้นเรื่องการประเมินผลของเป้าประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย (Goal) ของโครงการหรือนโยบาย  ตลอดจนประเมินผลกระทบของนโยบาย (Policy Impact) ด้วย  จากความหมายนี้ชี้ให้เห็นว่าการประเมินผลเป็นการเปรียบเทียบประสิทธิผลของโครงการตั้งแต่  2  โครงการขึ้นไป  โดยมีเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล   และผลกระทบของโครงการหรือนโยบาย  ซึ่งเป็นการประเมินที่ครอบคลุมมิได้วัดเพียงผลผลิตหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการเท่านั้น  แต่จะพิจารณาที่ผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบด้วย

ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ (2539 : 7) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการประเมินผลไว้ว่า การประเมินผล  หมายถึงกระบวนการที่มุ่งแสวงหาคำตอบ  สำหรับคำถามที่ว่า  นโยบาย  แผนงานและโครงการ  บรรลุผลตามวัตถุประสงค์และเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้แต่ต้นหรือไม่  และระดับใด  ความหมายนี้ชี้ให้เห็นว่า การประเมินผลนั้นเป็นการแสวงหาคำตอบและวัดความสำเร็จของนโยบายโดยวัดจากผลสัมฤทธิ์ของโครงการเทียบกับวัตถุประสงค์หรือเป้าประสงค์ของนโยบายนั้น ๆ

สุนทร  เกิดแก้ว (2541 : 104) ได้สรุปไว้ว่า  การประเมินผล คือ  การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานจริง (Actual Results) กับผลที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Results)  ซึ่งความหมายนี้คล้ายกับความหมายของ  ดาย  และปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  ซึ่งเน้นว่าการประเมินผลคือ  การเปรียบเทียบผลที่เกิดจากการดำเนินโครงการกับผลที่คาดว่าจะได้รับ  ซึ่งปกติจะกำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของโครงการ

วัฒนา  วงศ์เกียรติรัตน์  และสุริยา วีรวงศ์ (2543 : 1 ) ได้กล่าวไว้ว่า  การประเมินผลเป็นการดำเนินการเพื่อการปรับปรุง  เปลี่ยนแปลง  และแก้ไขเพื่อการพัฒนา  มิใช่เพื่อจับผิด  ซึ่งความหมายนี้เน้นว่าการประเมินผลเป็นการสะท้อนให้ให้ถึงผลของการดำเนินงาน  หากบกพร่องจะได้แก้ไข  ปรับปรุงมิใช่บกพร่องหรือผิดพลาดจะต้องถูกลงโทษหรือตำหนิ

เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2548 : 7) ได้ให้ความหมายของการประเมินผลไว้ว่า  การประเมินผลหมายถึง  กระบวนการรวบรวมและเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์  ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจหรือตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  รวมทั้งกระบวนการและโครงการต่าง ๆ  ซึ่งความหมายนี้จะคล้ายกับความหมายของ  โอเวน และแพทตอน  ที่เน้นว่าการประเมินผลเป็นการรวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ถูกต้อง  และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ด้วย

จากความหมายดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า  การประเมินผล  หมายถึง  การเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่เรากระทำกับสิ่งที่เราคิดหรือมาตรฐานหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์  การประเมินผลจึงคล้ายกับการหาใครสักคนเอากระจกมาส่องให้เราเห็นหน้าตัวเอง  ว่าเป็นอย่างไร  สวยงามหรือบกพร่องอย่างไร  ดังนั้นการประเมินผล (การเทียบ) จึงมีความสัมพันธ์กับการดำเนินการ ( การทำ) และการวางแผน (การคิด) มาก ดังแผนภูมิ

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง  การคิด  การทำ  และการเทียบ

 

จากแผนภูมิแสดงให้เห็นว่าการคิดหรือการวางแผนนั้นเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการนโยบาย เทียบได้กับการกำหนดนโยบาย  เมื่อมีการคิดหรือกำหนดนโยบายไว้ล่วงหน้าแล้ว  ก็จะมีการนำไปปฏิบัติหรือดำเนินการตามนโยบาย (การทำ)  เมื่อปฏิบัติแล้วจะบรรลุผลสำเร็จหรือไม่  ประการใดก็ต้องมีการประเมินผล(การเทียบ)  ซึ่งแนวคิดเรื่องการประเมินผลนั้นเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยมากกว่าประเทศที่ปกครองระบอบเผด็จการหรือสังคมนิยม  เช่น  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา อังกฤษ  ญี่ปุ่น ฯลฯ  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะประเทศเหล่านั้นรัฐบาลหรือผู้นำประเทศจะยอมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งเชิงบวกและเชิงลบ  และเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงประชามติต่อรัฐบาลได้อย่างกว้างขวาง  ส่วนประเทศที่ปกครองระบอบเผด็จการ  ผู้นำประเทศมักมีอำนาจในการปกครองมาก  ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเท่าที่ควร  ผู้นำประเทศจึงไม่จำเป็นต้องฟังเสียงจากประชาชนหรือฟังข้อมูลย้อนกลับจากนักประเมินผลจากความหมายของการประเมินผลดังกล่าวข้างต้น  จะเห็นได้ว่าการประเมินผลโดยทั่วไป  จะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

1. มีปรากฏการณ์ อาทิ นโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมหรือสิ่งที่ต้องการจะวัด

2. วัตถุประสงค์ของสิ่งที่ต้องการวัดและสิ่งที่ต้องการประเมิน

3. เกณฑ์หรือมาตรฐาน ของการวัดและการประเมิน

4. เครื่องมือวัด และวิธีวัดหรือการประเมิน

5. การเปรียบเทียบผลที่วัดได้จริงกับวัตถุประสงค์หรือเกณฑ์หรือมาตรฐาน

6. การสังเคราะห์หลักฐานที่เป็นผลจากการประเมินไปสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

สำหรับความหมายของการประเมินผลนโยบายนั้นมีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้หลายท่านซึ่งสรุปได้  ดังนี้

แอนเดอร์สัน (Anderson) (ศุภชัย  ยาวะประภาษ. 2544 : 124)  กล่าวไว้ว่า  การประเมินผลนโยบายเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการ  การเปรียบเทียบผลการนำนโยบายไปปฏิบัติกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  ซึ่งความหมายดังกล่าวจะสอดคล้องกับองค์ประกอบของนโยบายในแง่ของการเปรียบเทียบผลการปฏิบัติตามนโยบายจริงกับสิ่งที่คาดหวัง

ดาย  (Dye)  (ศุภชัย  ยาวะประภาษ. 2544 : 124)  ได้ให้ทัศนะว่า  การประเมินผลนโยบาย  คือการเรียนรู้เกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากนโยบาย  ความหมายนี้เป็นความหมายที่ระบุไว้กว้าง ๆ  ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร  เพราะเน้นว่าเป็นการเรียนรู้ผลที่เกิดจากการนำนโยบายไปปฏิบัติเท่านั้น

โจนส์ (Jones) (จุมพล  หนิมพานิช. 2547 : 235)  ได้อธิบายว่า  การประเมินผลนโยบายเป็นการกระทำที่มีระบบต่อเนื่อง  เพื่อให้ทราบถึงผลของนโยบาย  โดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้กับผลกระทบของการดำเนินการตามนโยบายที่มีต่อปัญหาสังคมที่เป็นเป้าหมายที่นโยบายนั้นมุ่งแก้ไข

การกระทำดังกล่าวเป็นหน้าที่ประจำอย่างหนึ่งของรัฐบาลในทุกระบบการเมือง  เสมือนหนึ่งเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้  ทบทวน  ตรวจตรา  ประเมินความก้าวหน้าในการทำงานของตนเอง

ความหมายดังกล่าวเป็นความหมายที่ค่อนข้างชัดเจน  ที่ชี้ให้เห็นว่าการประเมินผลนโยบายเป็นการกระทำที่เป็นระบบต่อเนื่อง  มีการเปรียบเทียบผลกับเป้าหมายที่กำหนดไว้  ซึ่งคล้ายคลึงกับความหมายของแอนเดอร์สัน

เฮาวส์ (House) (สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์. 2549 : 492)  กล่าวว่า  การประเมินผลนโยบาย  หมายถึงกิจกรรมทางการเมือง  ซึ่งเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจตัดสินใจและมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นธรรมและทำให้เกิดความชอบธรรมทางกฎหมายว่าใครได้อะไรบ้าง  การประเมินผลจึงเป็นกลไกทางสังคมสำหรับการกระจายผลประโยชน์ทางสังคม  และสิ่งที่พึงประสงค์จากรัฐ  ทัศนะของเฮาวส์ดังกล่าวเกี่ยวกับการประเมินผลจะให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองมาก  เพราะถือว่าเป็นเครื่องมือของผู้ตัดสินใจ  ตลอดจนมองว่าการประเมินผลนโยบายเป็นกลไกลสำคัญในการกระจายผลประโยชน์แก่สังคม

เนเกิล (Nagel)  (สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์. 2549 : 492 )  กล่าวไว้ว่า  การประเมินผลนโยบายเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบาย  ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ  หรือการตัดสินใจที่มุ่งเพื่อการบรรลุชุดของเป้าประสงค์ระหว่างทางเลือกต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน  รวมทั้งข้อจำกัดและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะทำให้นโยบายบรรลุเป้าประสงค์ในการให้บริการประชาชน  จากทัศนะของเนเกิลจะเห็นได้ว่า  การประเมินผลนโยบายเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบาย (Public Policy)  และเป็นการตัดสินใจเพื่อการบรรลุเป้าประสงค์ในการให้บริการประชาชน

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ (2549 : 493)  ได้ให้ทัศนะว่า  การประเมินผลนโยบาย  คือ  กระบวนการวัดระดับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายหรือโครงการ  โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล  ทัศนะดังกล่าวเน้นว่า  การประเมินผลนโยบายเป็นกระบวนการหรือขั้นตอนในการวัดระดับความสำเร็จ  หรือระดับความล้มเหลว  โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ เพื่อให้เกิดความแม่นตรง  และเชื่อถือได้  ซึ่งช่วยให้ผู้ตัดสินใจลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์

จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า  การประเมินผลนโยบายเป็นกระบวนการทบทวน  ตรวจสอบและวิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพ  และประสิทธิผล  หรือสัมฤทธิผลของนโยบายที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  เพียงใด  ตลอดจนกำกับติดตามความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคของการนำนโยบายไปปฏิบัติ  ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบายนั้น ๆ

 

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************

3. ความสำคัญของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

 

สาเหตุที่หน่วยงานภาคราชการต้องมีการประเมินผลนโยบาย  ทั้งก่อนดำเนินการ  ระหว่างการดำเนินการ  และหลังการดำเนินการ  เนื่องจาก

1. เป็นการติดตาม  ตรวจสอบอยู่เสมอว่านโยบายหรือแผนงานและโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของนโยบายสาธารณะนั้น  ได้มีการปฏิบัติอย่างถูกต้องหรือไม่  เพียงใด  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานเพียงใด  มีปัญหาและอุปสรรคหรือข้อบกพร่องเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร  มีการเบี่ยงเบนไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นหรือไม่  ถ้ามีเบี่ยงเบนเพราะเหตุใด  จะได้หาทางแก้ไขปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติในโครงการ  ให้มีความเหมาะสมต่อไป  เพราะนโยบายบางอย่างเหมาะสำหรับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมหนึ่ง  แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนโยบายนั้นอาจนำไปใช้ไม่บรรลุผลสำเร็จก็ได้  นโยบายสาธารณะจึงต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย  การประเมินผลนโยบายสาธารณะจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นยิ่ง  เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อประชาชนทั้งประเทศ  หรือเป็นผลต่อส่วนรวมของชาติ

2. เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะใช้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบาย   สมรรถนะของหน่วยงานที่ปฏิบัติ   ตลอดจนประสิทธิผลและประสิทธิภาพของนโยบายต่าง ๆ ด้วย  หน่วยงานบางหน่วยงานไม่มีการประเมินผลนโยบายสาธารณะอย่างจริงจัง  ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง  ซึ่งผู้บริหารจะต้องเปลี่ยนค่านิยมและแนวคิดเสียใหม่  โดยชี้ให้ผู้ปฏิบัติงานเห็นความสำคัญของการประเมินผลเพราะถ้ามีการประเมินผลนโยบายอย่างถูกต้องเป็นระบบ  และนำผลการประเมินนั้นมาใช้อย่างจริงจังย่อมทำให้เกิดประโยชน์หลายประการ  โดยเฉพาะจะทำให้ทราบผลของการปฏิบัติตามนโยบายนั้นว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์เพียงใด  มีข้อผิดพลาดใดบ้าง  อะไรเป็นปัญหาและอุปสรรคของการนำนโยบายไปปฏิบัติ  เพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงแก้ไขนโยบายให้เหมาะสมต่อไป   หรือถ้าประเมินผลแล้วปรากฏว่าล้มเหลวเกิดผลกระทบทางลบมาก  ก็อาจตัดสินใจยุตินโยบายนั้นได้  หรือถ้านโยบายนั้นบังเกิดผลดีต่อส่วนรวมก็จะได้ดำเนินการต่อไปอีกเรื่อย ๆ และขยายผลไปหลาย ๆ พื้นที่  จึงมีคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่มีการประเมินผล  ย่อมเหมือนการพายเรือในอ่าง  เราจะไม่รู้ความก้าวหน้าหรือข้อบกพร่อง  ก็เหมือนกับสิ่งที่เราคิดหรือวางแผนไว้แล้วเรานำไปปฏิบัติ  แต่เราทิ้งไม่สนใจประเมินผล” “การประเมินผล” จึงเปรียบเสมือนการหาใครสักคนเอากระจกมาส่องให้เราได้ดูหน้าตัวเอง  ถ้ากระจกมีคุณภาพดีภาพก็จะออกมาชัดเจนดี  ถ้ากระจกไม่ดีภาพก็จะออกมาไม่ชัดเจน  นั่นก็คือการประเมินผลที่ดีจะต้องมีวิธีการประเมินที่มีความแม่นตรง (Validity) และเชื่อถือได้ (Reliability) ตลอดจนต้องเป็นที่ยอมรับ

3.  เป็นการประเมินความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของรัฐบาล   ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลที่จะช่วยตัดสินใจในนโยบายเกี่ยวกับการกระจายทรัพยากร   และนำไปใช้เป็นข้อมูลด้านงบประมาณต่อไป

 

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


4. จุดมุ่งหมายของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

จากการศึกษาทัศนะของนักวิชาการด้านการประเมินผลนโยบายทั้งต่างประเทศและประเทศไทย สามารถสรุปจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการประเมินผลนโยบายสาธารณะได้ดังนี้

1. เพื่อทราบความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน  ตามนโยบาย  แผนงาน  และโครงการว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้  หรือไม่  เพียงใด

2. เพื่อให้ทราบถึงข้อบกพร่อง  และสิ่งที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์ของนโยบาย  แผนงาน และโครงการ

3. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการและการบริหารงาน  เพราะการประเมินผลจะทำให้ทราบว่า องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติมีสมรรถภาพในการบริหารจัดการมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากร งบประมาณ  บุคลากร  ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติ

4. เพื่อปรับปรุงแผนงาน  และโครงการให้เกิดความเหมาะสม  ในกรณีที่แผนงานหรือโครงการนั้นนำไปปฏิบัติแล้วอาจจะบกพร่องหรือไม่บรรลุวัตถุประสงค์เท่าที่ควร  และพบว่าอะไรเป็นจุดอ่อน  จุดแข็งจะได้พัฒนาแผนงานและโครงการ  ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  เพราะถ้าโครงการบรรลุผลสำเร็จ  ย่อมหมายถึงความสำเร็จของแผนงานและนโยบายนั้น ๆ ด้วย

5. เพื่อตัดสินใจในการขยายผลหรือยุตินโยบาย  แผนงาน  หรือโครงการนั้น ๆ ในกรณีที่โครงการนั้นนำไปปฏิบัติแล้วบรรลุผลสำเร็จ  ก็จะได้ตัดสินใจขยายผลต่อไปในหลาย ๆ พื้นที่ส่วนนโยบาย  แผนงาน  หรือโครงการใดไม่ประสบความสำเร็จ  หรือให้ผลกระทบเชิงลบมาก  หรือให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็อาจยุติ  หรือเลิกล้มเสีย

6. เพื่อทดสอบแนวความคิดริเริ่มใหม่ ๆ หรือนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาของชุมชนและองค์การ เนื่องจากการประเมินผลจะชี้ให้เห็นว่าความคิดริเริ่มใหม่ในการแก้ปัญหาของชุมชนนั้นประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด มีอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง

7. เพื่อขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการประเมินผลให้กว้างขวาง  และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป  ทั้งภาคราชการ  รัฐวิสาหกิจ  และภาคเอกชน

8. เพื่อทดสอบสมมติฐานทางสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  การนำนโยบายไปปฏิบัตินั้นเป็นไปตามทฤษฎีหรือสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่  เพียงใด  ถ้าไม่เป็นไปตามทฤษฎีหรือสมมติฐานก็จะได้มีการนำไปทดสอบซ้ำจนเป็นที่แน่ใจว่าได้ผลตรงกัน แล้วจึงนำไปขยายผลต่อไป

 

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


5. ประโยชน์ของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

การประเมินผลนโยบายก่อให้เกิดประโยชน์ด้านต่าง ๆ หลายประการ ดังนี้

1. เกิดผลดีต่อนักบริหารและนักปฏิบัติ  ในแง่ที่ช่วยให้นักบริหารและนักปฏิบัติหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ซ้ำซาก  จำเจ  โดยเปิดโอกาสให้แสวงหากลยุทธ์ใหม่ ๆ มาแก้ไขปรับปรุงนโยบาย  แผนงาน  และโครงการ  ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้

2. ทำให้ทราบถึงความก้าวหน้า  หรือความสำเร็จของนโยบาย และทราบถึงความล้มเหลวหรือความเบี่ยงเบนของนโยบายได้  กรณีถ้าประเมินผลแล้วพบว่านโยบายนั้นประสบความสำเร็จก็อาจสนับสนุนให้ดำเนินการต่อไปในหลาย ๆ พื้นที่  แต่ถ้าผลการประเมินพบว่าไม่บรรลุผลสำเร็จ  ก็อาจนำมาปรับปรุงแก้ไขกระบวนการดำเนินงาน  หรืออาจยุตินโยบายนั้นก็ได้

3. ช่วยทำให้มีการใช้ทรัพยากรในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่  เพราะถ้าทุกหน่วยงานกำหนดเป็นมาตรการว่า  เมื่อมีการนำนโยบายไปปฏิบัติระยะหนึ่งแล้ว  จะต้องมีการประเมินผลและรายงานผลให้หน่วยเหนือขึ้นไปทราบ  ย่อมจะทำให้หน่วยงานที่รับเอานโยบายไปปฏิบัติมีการวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า  และผลักดันให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง  เพราะถ้าผลของการประเมินพบว่านโยบายดังกล่าวเกิดผลกระทบเชิงลบต่อประชาชน  สิ่งแวดล้อม  ผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจเคลื่อนย้ายทรัพยากรไปใช้ในการสนับสนุนนโยบายอื่นที่จำเป็นกว่านี้ได้

4. ช่วยในการควบคุมคุณภาพของงาน (Quality Control)  ให้เป็นไปตามที่กำหนดวัตถุประสงค์

หรือเป้าหมายไว้  ถ้าไม่มีการประเมินผลนโยบายใดนโยบายหนึ่งที่ได้นำไปปฏิบัติแล้ว  คุณภาพของงานอาจไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ทั้ง ๆ ที่นโยบายนั้นทำสำเร็จตามเป้าหมาย  เช่น  นโยบายการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์  “เพื่อให้มีแหล่งกักเก็บน้ำสำหรับการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี”  ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบนำนโยบายไปปฏิบัติโดยมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ  และดำเนินการสร้างเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จริงจำนวน  3  แห่ง  แต่เมื่อถึงเวลาหน้าฝน  อ่างเก็บน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้  เพราะอ่างชำรุด

จึงทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปีตามวัตถุประสงค์  จึงมีคำกล่าวที่ว่า “หมอผ่าตัดสำเร็จแต่คนไข้ตาย” หมายความว่า  นโยบายนั้นบรรลุเพียงเป้าหมาย (Target) แต่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ (Objective) ของนโยบาย เพราะการควบคุมคุณภาพของการปฏิบัติงานไม่ดีเท่าที่ควร  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะขาดการติดตามประเมินผลช่วงระหว่างดำเนินการหรือประเมินผลเฉพาะผลผลิต (Output) เท่านั้น  มิได้ตามประเมินผลลัพธ์ (Outcomes) และผลกระทบ (Impact)

5. ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการ  เพราะการประเมินผลมิใช่การควบคุม บังคับบัญชาหรือสั่งการ  หรือการจับผิดผู้ปฏิบัติงาน  แต่เป็นการวิเคราะห์หรือประเมินเพื่อปรับปรุงและเสนอแนะวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ดังนั้นถ้าผู้ปฏิบัติงานใจกว้าง  เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการประเมินผลแล้วย่อมเปิดใจยอมรับผลการประเมิน  ไม่ว่าผลการประเมินนั้นจะเป็นเชิงบวก หรือเชิงลบก็ตาม  ถ้าผลการประเมินนโยบายเป็นไปในเชิงบวก  ผู้ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานทุกฝ่ายย่อมมีขวัญกำลังใจที่ดี  นั่นหมายถึงการได้รับคำชมเชย  หรือผลประโยชน์ตอบแทนในรูปอื่น ๆ กรณีที่ผลการประเมินเป็นไปในเชิงลบผู้ปฏิบัติงานก็ไม่ควรท้อถอย ควรคิดว่า “ ความผิดพลาดถือว่าเป็นบทเรียน ที่ไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก” หรือ “ไม่มีใครทำอะไรที่ไม่เคยผิดพลาด ยกเว้นผู้ที่ไม่เคยทำอะไรเลย” เมื่อบกพร่องหรือผิดพลาดก็ควรแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ต่อไป

แบบฝึกหัดท้ายบท

กลับด้านบน

********************************************************************************


6. ปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการประเมินผลโดยทั่วไป

ในการประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้น  ปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการประเมินผล คือ

1. นโยบายทุกนโยบายต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี  การประเมินผลจึงเป็นการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อให้ทราบผลของการนำนโยบาย/แผนงาน/โครงการไปปฏิบัติว่าบรรลุผลสำเร็จมากน้อยประการใด  ซึ่ง “Mc Kinsey’s  7 Ss”  คือปัจจัย 7 ประการที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ

(การประเมินองค์การด้วย Mc Kinsey’s 7 s. 2552  : ออนไลน์) ปัจจัยที่พึงระวังในการประเมินผล  คือ ทีมงานประเมินผล  ดังนั้นจึงต้องอาศัย 7S  ในการประเมินผลดังนี้

1.1 Shared Value  คือ  ความเข้าใจร่วมกันของทีมงาน  เช่น  ทีมงานต้องรู้ว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไร  ผลที่เกิดขึ้นจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

1.2 Strategy  คือ  ทีมงานต้องรู้กลยุทธ์และเทคนิควิธีการประเมิน  จึงจะประเมินผลได้อย่างแม่นตรงและเชื่อถือได้

1.3 Style  คือ ทุกคนต้องรู้รูปแบบของการทำงานเป็นทีม

1.4 Skill  คือ  ทีมงานมีทักษะการประเมิน  เพื่อให้ผลการประเมินใกล้เคียงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด  และผลการประเมินสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆได้

1.5 System คือระบบการทำงานร่วมกันของทีมนั่นคือทีมงานจะต้องทำการประเมินผลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอน ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต(Output)

1.6 Staff  คือ  มีทีมงานหรือผู้ร่วมประเมินผลที่มีความรู้  ความสามารถ และความเป็นกลางในการประเมินไม่มีอคติ

1.7 Structure คือ  โครงสร้างที่ชัดเจนของทีมงาน  เช่น การกำหนดความรับผิดชอบของทุกคนในทีมงานแนวคิดเกี่ยวกับ 7S จะทำให้เราสร้างทีมงานในการทำวิจัยประเมินผลได้เป็นอย่างดี  องค์กรต่างๆ นอกจากนั้นสามารถนำ 7S ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการในองค์กรได้อีกด้วย

2. การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์  เป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยประเมินผลมาประเมินผลนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ของรัฐ  ซึ่งจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์การประเมิน  การกำหนดมาตรฐาน  การสร้างเครื่องมือวัดหรือประเมินผล  การวิเคราะห์  และการเปรียบเทียบ เป็นต้น

3. ความขัดแย้งระหว่างผู้ประเมินและผู้บริหาร  เพราะผู้บริหารและคนในองค์การอาจไม่พอใจผลการประเมินที่ออกมาไม่ดี  ทั้งนี้เพราะหากผลการประเมินออกมาไม่ดีหรือออกมาในเชิงลบ  ผู้บริหารอาจไม่พอใจเพราะทำให้เสียหน้า  หรือถูกผู้บริหารระดับสูงกว่าตำหนิ  ทำให้ขาดความไว้วางใจในการปฏิบัติงาน

4. การเมือง  เช่น  มีการแทรกแซงของการเมือง  การตัดสินใจและการกระจายทรัพยากร

5. ปัญหาจากวิธีการวิจัยประเมินผล  เช่น ความรู้และทักษะของผู้วิจัยมีผลต่อความเที่ยงตรงและความเชื่อถือได้ของผลการประเมิน

6. มีผู้ต่อต้านการประเมินผล  เพราะบางคนมองว่าการประเมินเป็นการจับผิด  แต่บางคนเข้าใจว่าเป็นการพัฒนา/ปรับปรุงการทำงานในองค์กรให้ดียิ่งขึ้น

สรุปจะเห็นได้ว่า  ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้น  ขึ้นอยู่กับการมีทีมนักประเมินผลที่มีความรู้  ความสามารถ  มีจริยธรรมในการประเมินผล  และการมีระบบการทำงานที่จะขับเคลื่อนให้การประเมินผลบรรลุผลสำเร็จ เช่น  มีโครงสร้างขององค์การที่เหมาะสม  มีทรัพยากรเพียงพอ และปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง  หรือฝ่ายบริหาร  จึงจะทำให้ผลการประเมิน  แม่นตรง  เชื่อถือได้ และเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชน

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


7. รูปแบบของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

นักวิชาการได้กล่าวถึงรูปแบบของการประเมินผลออกเป็นหลายทัศนะ  ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอย่างรูปแบบของการประเมินผลตามทัศนะของสตัฟเฟิลบีม (Stuffuelbeam) ที่เรียกว่า “CIPP Model” (เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี. 2548 : 58-59) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประเมินผลนโยบายสาธารณะได้  ซึ่งอักษรย่อทั้ง  4  ตัว อธิบายได้ดังนี้

C ย่อมาจากคำว่า Context Evaluation หมายถึง  การประเมินสภาวะแวดล้อม

I  ย่อมาจากคำว่า Input Evaluation หมายถึง  การประเมินปัจจัยนำเข้า

P ย่อมาจากคำว่า Process Evaluation หมายถึง  การประเมินกระบวนการ

P ย่อมาจากคำว่า Product Evaluation หมายถึง  การประเมินผลผลิต

การประเมินสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) เป็นการศึกษาลักษณะทั่วไปของนโยบายแผนงาน โครงการที่มีอยู่แล้ว  และจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  เพื่อนำไปศึกษาเปรียบเทียบกับสภาพที่ควรจะเป็น  เช่น ประเมินความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ  สภาพปัญหาและความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย  แผนงาน  โครงการ  สภาพความผันผวนของเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  เป็นต้น

การประเมินสภาวะแวดล้อมนี้จะช่วยในการตัดสินใจว่านโยบาย  แผนงาน  โครงการควรจะทำในสภาพแวดล้อมใด  และต้องการบรรลุวัตถุประสงค์อะไร

การประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เป็นการประเมินการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ในนโยบาย แผนงาน  โครงการนั้น ๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่  เพียงใด  เช่น  มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่  ใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่  บุคลากรที่ใช้ในการดำเนินงานตามโครงการเพียงพอหรือไม่  วัสดุอุปกรณ์ได้มาตรฐานตามที่กำหนดหรือไม่  สมรรถนะของหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นอย่างไร  มีกลยุทธ์ในการปฏิบัติงานอย่างไร

การประเมินกระบวนการ(Process Evaluation)เป็นการประเมินติดตามและควบคุมการดำเนินงานตามนโยบาย  แผนงาน  โครงการ  โดยมุ่งเน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงาน  ตลอดจนค้นหาข้อบกพร่องในการดำเนินงาน  การประเมินกระบวนการจึงต้องประเมินเป็นระยะ และต้องอาศัยเครื่องมือที่หลากหลายในการประเมิน  ถ้าการดำเนินงานมีข้อบกพร่องจะได้ปรับแก้ไขและหาวิธีการที่เหมาะสมดำเนินการในช่วงเวลาที่เหลือต่อไปให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของนโยบายที่กำหนดไว้

การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นทันทีจากการดำเนินงานตามนโยบาย  แผนงาน  โครงการนั้น ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการประเมินทั้งระหว่างและภายหลังที่นโยบาย แผนงาน  โครงการนั้นสิ้นสุดแล้ว  เช่น  กรณีโครงการบ้านเอื้ออาทร  รัฐบาลมีวัตถุประสงค์สร้างบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยอยู่อาศัยปีละไม่น้อยกว่า  10,000  หลัง (ข้อมูลสมมติ)  ผลผลิตของโครงการจะหมายถึง  การวัดระดับความสำเร็จและความล้มเหลวเชิงปริมาณ  โดยเทียบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  โดยมีตัวชี้วัดด้านผลผลิต  เช่น  ปริมาณบ้านที่สร้าง  ค่าใช้จ่าย  ระยะเวลา  คุณภาพ  และความพึงพอใจ

จะเห็นได้ว่าแนวคิดการประเมินแบบ CIPP  นั้นไม่ได้เน้นประเมินผลลัพธ์  และผลกระทบของนโยบาย  แผนงาน  โครงการ  ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการประเมินผลประเภทนี้  ดังนั้นในที่นี้ขอเสนอการประเมินผลลัพธ์  และการประเมินผลกระทบพอสังเขป

การประเมินผลลัพธ์ (Outcomes Evaluation) เป็นการประเมินจุดหมายปลายทางที่ต้องการบรรลุ (Ultimate Outcomes) หรือประเมินผลระยะยาว (Long-term Outputs) ซึ่งจะเป็นผลที่เกิดต่อจากผลผลิต ที่อาจเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  การประเมินผลลัพธ์นี้ต้องอาศัยเวลาที่เกิดผลผลิตแล้วระยะหนึ่งจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน  ยกตัวอย่าง  โครงการบ้านเอื้ออาทร  ผลผลิตของโครงการ  คือ  บ้านที่สร้างเสร็จตามจำนวนที่กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายไว้  การวัดต่อมาจะต้องวัดผลลัพธ์  ซึ่งผลลัพธ์ที่จะต้องวัดคือ  ผู้มีรายได้น้อยได้เข้าอยู่อาศัยจริงหรือไม่  การให้สิทธิได้อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยโดยรัฐ  มีความเสมอภาคและเป็นธรรมหรือไม่  มีการให้อภิสิทธิ์กับพรรคพวกหรือไม่  มีการแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการในรูปแบบอื่นหรือไม่  ผู้มีรายได้น้อยโอนสิทธิในการอยู่อาศัยให้บุคคลอื่นหรือไม่  ผู้มีรายได้น้อยที่เข้าอยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่  สังคมมีความเป็นระเบียบขึ้นหรือไม่

การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) เป็นการประเมินผลที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างผลผลิต  และผลลัพธ์ของนโยบาย  แผนงาน  โครงการ  ซึ่งรวมทั้งผลกระทบภายในและภายนอกของนโยบาย แผนงาน  โครงการ  ที่มีต่อสาธารณชนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง  ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ  ยกตัวอย่างนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลาง (อาหารกระป๋อง) อาจก่อให้เกิดผลดีในแง่ทำให้ประชาชนมีงานทำ  ประเทศมีสินค้าส่งออกมากขึ้น  และมีเงินตราเข้าประเทศมากขึ้น  แต่ถ้าไม่มีมาตรการที่ดี  โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามนโยบายดังกล่าวอาจทำให้เกิดมลภาวะ  และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์บริเวณนั้น  ตลอดจนมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ละแวกนั้น  ทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนต่ำลง

ข้อผิดพลาดของการประเมินผลนโยบายที่ผ่านมาก็คือ  ส่วนใหญ่จะเน้นการประเมินผลเฉพาะผลผลิตเท่านั้น  แทนที่จะวัดหรือประเมินถึงผลลัพธ์และผลกระทบ  ซึ่งการประเมินเฉพาะผลผลิตย่อมไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหรือเหตุผลเพียงพอสำหรับความคงอยู่ของนโยบาย  แผนงาน  โครงการ  ดังนั้นการประเมินผลในปัจจุบันจำเป็นต้องกำหนดการประเมินผลที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน  ทุกช่วงของเวลา  โดยเริ่มจากประเมินสภาวะแวดล้อม  ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  ผลลัพธ์  และผลกระทบ  ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรง หรือผลกระทบทางอ้อม  ผลกระทบที่คาดหวังและผลกระทบที่ไม่คาดหวังก็ตาม

 

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


8. ลักษณะของการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

 

การประเมินผลนโยบายสาธารณะอาจกระทำได้หลายลักษณะ  ขึ้นกับวัตถุประสงค์ว่าต้องการทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายในลักษณะใด  เช่น  ต้องการทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานและผลผลิตของนโยบายในช่วงใดช่วงหนึ่ง  หรือต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  หรือข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลของนโยบาย  เป็นต้น  ซึ่งลักษณะของการประเมินผลก็ย่อมจะแตกต่างกันออกไปแต่โดยทั่ว ๆ ไป ลักษณะของการประเมินผลนโยบาย  อาจแบ่งออกเป็น  3  รูปแบบใหญ่ ๆ ดังนี้

1. การกำกับติดตามนโยบาย (Policy Monitoring)

เป็นการประเมินผลในขณะที่กำลังมีการดำเนินงานหรือการปฏิบัติตามนโยบายอยู่  การกำกับติดตามนโยบายนี้  จะช่วยให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในการดำเนินงานตามเงื่อนไขของเวลา  งบประมาณ  ผลผลิตที่ได้รับจากการดำเนินงาน  ตลอดจนความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ดำเนินงาน  ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการบริหารนโยบายและการประเมินผลนโยบายโดยรวม  กล่าวคือ  การกำกับติดตามนโยบายอาจครอบคลุมถึงประเด็น (ทศพร ศิริสัมพันธ์. 2539 : 155) ต่อไปนี้

1.1 การกำกับติดตามการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร (Input Monitoring) เป็นการตรวจสอบปัจจัยนำเข้าหรือการนำเอาทรัพยากรต่าง ๆ เช่น งบประมาณ  วัสดุอุปกรณ์  บุคลากร ฯลฯ มาใช้เป็นประโยชน์ครบถ้วนตามแผนงาน โครงการหรือไม่  อย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่

1.2 การกำกับติดตามการดำเนินกิจกรรมหรือกระบวนการ (Activity / Process Monitoring) เป็นการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมว่าเป็นไปตามเงื่อนไขเวลาในแผนดำเนินงานหรือไม่กิจกรรมใดเกิดความล่าช้าและแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้บ้าง

1.3 การกำกับติดตามผลผลิต (Output Monitoring) เป็นการตรวจสอบผลการดำเนินงานว่าได้รับผลผลิตซึ่งแสดงออกมาในรูปของหน่วยวัดต่าง ๆ ว่าตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร  ซึ่งโดยปกติอาจทำได้หลายวิธีดังนี้

1.3.1 ระบบการรายงาน โดยให้หน่วยงานปฏิบัติ  กรอกข้อมูลต่าง ๆ ตามตารางเอกสารหรือแบบฟอร์มที่กำหนด  เช่น  แบบรายงานประจำเดือนของหน่วยงาน  ซึ่งมีข้อดีคือ  เสียค่าใช้จ่ายต่ำ  สะดวก รวดเร็วในการรายงานสรุป  แต่วิธีนี้อาจมีปัญหาในแง่ความถูกต้องและความเชื่อถือได้ของข้อมูลที่รายงานขึ้นมา

1.3.2 ระบบการตรวจงาน  โดยการส่งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจการออกไปตรวจงานภาคสนาม  หรือพื้นที่ปฏิบัติการในประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องการ  ซึ่งมีข้อดีในแง่ของการได้เห็นผลการปฏิบัติจริง  สามารถรับทราบข้อมูล  รายละเอียดต่าง ๆ ได้มาก  ข้อมูลถูกต้อง  แต่ข้อจำกัดคือ  สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง  ตัวอย่างการกำกับติดตามนโยบายของประเทศไทย  กรณีงานส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปีงบประมาณ  พ.ศ.2545  งวดที่  2  ความว่า “ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีได้ตรวจติดตามผลการดำเนินงานระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน  2545  ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ  สรุปได้ดังนี้  ผลการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาอุปสรรคของจังหวัดในการดำเนินโครงการเที่ยวทั่วไทยไปได้ทุกเดือน  โดยติดตามในด้านการบริหารจัดการ  ด้านบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก  ด้านสิ่งแวดล้อม  และด้านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน  ตลอดจนการติดตามปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานตามโครงการ (รายงานผลการติดตามนโยบายกรณีงานส่งเสริม  และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2545 งวดที่ 2 2545 : 1310)  จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าการกำกับดูแลการปฏิบัติงานตามนโยบายของภาคราชการนั้น  จะมีการตรวจราชการโดยผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น ๆ  หรือข้าราชการระดับสูงที่มีตำแหน่งรองลงมา  ซึ่งวิธีนี้ถ้าผู้ตรวจราชการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่อย่างจริงจัง  ปราศจากอคติย่อมบังเกิดผลดี  เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เฉกเช่นเดียวกัน  นโยบายก็จะบรรลุผลสำเร็จได้ง่าย  ในทางตรงข้ามถ้าผู้ตรวจราชการไม่เอาจริงเอาจังกับการตรวจราชการ  เห็นว่าตำแหน่งนี้ไม่มีบารมี  หรือคอยแต่จะให้หน่วยงานระดับล่างคอยเอาอกเอาใจนายก็จะทำให้เกิดความเบี่ยงเบนในการกำกับดูแลนโยบายนั้น ๆ ได้

2. การวัดประสิทธิภาพ (Efficiency Measurement)

เป็นการประเมินผลที่มุ่งเน้นการเปรียบเทียบต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายกับผลผลิตที่ได้รับ (ทศพร ศิริสัมพันธ์. 2539 : 155-156) โดยคำนวณออกมาเป็นสัดส่วนในรูปต้นทุนต่อหน่วย  เช่น  สมมุติว่า  กรมที่ดินได้ดำเนินการตามนโยบายเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศที่ผ่านมา  รวมทั้งสิ้น  50,000  แปลง  คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น  100,000,000  ล้านบาท  หมายความว่า  ต้นทุนต่อหน่วยในการออกโฉนดที่ดินคิดเป็น 2,000 บาท  เป็นต้น  ซึ่งการประเมินประสิทธิภาพนี้  การประเมินผลนโยบายของภาคราชการมักนิยมใช้ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน  หรือนโยบายอื่นที่สามารถวัดผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินได้

ยกตัวอย่าง  นโยบายการประเมินประสิทธิภาพของนโยบายด้านเศรษฐกิจ  กรณีโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่  โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นผู้ดำเนินงานตามโครงการในปี พ.ศ.2545 (กมลทิพย์ ยืนนาน. 2547 : 33-37) โดยใช้งบค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรวมกับงบประมาณปกติ  โดยให้กลุ่มผู้ถูกเลิกจ้าง  ผู้ว่างงาน  ผู้จบการศึกษาใหม่  ผู้ต้องการเปลี่ยนอาชีพ  ผู้ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่เกิน  2  ปี  และทายาทธุรกิจ  มีโอกาสประกอบอาชีพด้วยตนเองด้วยการเป็นผู้ประกอบการ

จากการประเมินประสิทธิภาพของการดำเนินการตามโครงการระหว่างปี 2545-2546พบว่า  1) โครงการช่วยพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการใหม่จริง  และก่อให้เกิดมูลค่าในการลงทุน  และการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยปี  2546  ต้นทุนต่อหน่วยที่ใช้ในการจัดกิจกรรมสูงกว่าต้นทุนต่อหน่วยของปีที่ผ่านมา  โดยสามารถสร้างผู้ประกอบการใหม่ได้ถึง  921  ราย  หรือคิดเป็น 2.22 เท่าของเป้าหมาย  2) โครงการสามารถสร้างการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 4,709 ราย  หรือมีการจ้างงานสูงกว่าที่เป้าหมายกำหนด 2.27 เท่า  3) สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อ  ซึ่งแหล่งเงินกู้นี้เป็นเงินที่ได้รับจากสถาบันการเงินถึงร้อยละ 97  4) มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น  เมื่อพิจารณาผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์  พบว่า  ปี 2546  ใช้งบประมาณจำนวน  92,000,000  บาท  ก่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปของมูลค่าการลงทุนรวม  2,563,294,200  บาท  หรือจากงบประมาณ  1  ล้านบาท  ก่อให้เกิดการลงทุนจากการสร้างผู้ประกอบการใหม่เป็นจำนวนเงิน  28  ล้านบาท

3. การวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation)

เป็นการตรวจสอบว่านโยบายที่นำไปปฏิบัติแล้ว  ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่  เกิดผลข้างเคียงหรือผลกระทบที่ไม่คาดหวังหรือไม่  อย่างไร (ทศพร ศิริสัมพันธ์. 2539 : 155-156) โดยปกติการวัดประสิทธิผลของนโยบายมักจะทำเมื่อนโยบายนั้นสิ้นสุดลงโดยการประเมินภาพรวม  หรือการประเมินช่วงดำเนินงานผ่านไประยะหนึ่งแล้ว  และสรุปผล  ถ้าผลการประเมินเบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์ก็จะปรับปรุงแก้ไขในช่วงเวลาที่เหลือต่อไป

ยกตัวอย่างการประเมินประสิทธิผลของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  30  บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล  พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี  สมัยแรก ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2544 โดยจุดมุ่งหมายของโครงการ (มนนิภา สังข์ศักดา. 2547 : 4-8)  คือ 1) ต้องการให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการหลักได้และเกิดความเท่าเทียมกัน  2) ต้องการให้ระบบสุขภาพทั้งระบบมีประสิทธิภาพ 3) เป็นระบบบริการสุขภาพที่อย่างน้อยคนสามารถรู้สึกได้ว่ามีคุณภาพดีขึ้น 4) ต้องการให้เป็นระบบสุขภาพที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้จริง  และสามารถตรวจสอบได้นโยบายดังกล่าวกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติโดยตรง  ทุกจังหวัดทั้งสถานพยาบาลของรัฐ  และเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับงบประมาณไปบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่าย  30  บาทต่อครั้งในการรักษาพยาบาล  ประสิทธิผลของนโยบายได้มีการประเมินผลในภาพรวมหลังจากดำเนินงานไปแล้ว  3  ปี (30 บาทรักษาทุกโรค : โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. 2546 : 58-60) พบว่า 1) ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่  2) การดำเนินโครงการ 30 บาท  ช่วยสร้างหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมประชาชนเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง 3) การเข้ารับบริการสาธารณสุขเท่าเทียมกันมากขึ้น  ส่วนการประเมินประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนั้นพบว่า  1)  การบริหารเครือข่ายบริการสุขภาพยังจำกัดในสถานพยาบาลของรัฐ  ส่วนภาคเอกชนยังมีไม่มากนัก  2)  ปัญหาการกระจุกตัวของแพทย์อยู่ในภาคกลางมาก  ทำให้การจัดสรรทรัพยากรที่รวมทั้งเงินเดือนเกิดการเบี่ยงเบนที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการ  3) สถานพยาบาลบางแห่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน  เพราะต้องนำเงินบำรุงหรือเงินสะสมของสถานพยาบาลมาใช้  4) คุณภาพการให้บริการ  จากการสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการและผู้ให้บริการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ( 2544- 2546) พบว่าในปีแรกความพึงพอใจโดยรวมดีร้อยละ 80 แต่ในเรื่องคุณภาพยังไม่ค่อยมั่นใจ  พอขึ้นปีที่สองความพึงพอใจในเรื่องคุณภาพและโครงการโดยรวมดีขึ้น  ส่วนในปีที่สามความพึงพอใจในภาพรวมเท่าเดิมแต่ความพึงพอใจในด้านคุณภาพดีขึ้น  ส่วนการประเมินผลกระทบเบื้องต้น ของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค (วรวรรณ ผลิคามิน.2547 : 40) พบว่า 1) ประชากรกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนลดลง   ประชากรไทยมีหลักประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 96  โดยประชากรในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค  ประมาณ 45.97 ล้านคน  หรือร้อยละ 73.2 ของประชากรทั้งหมด  รองลงมาได้แก่  การประกันสังคม  และสวัสดิการข้าราชการ  พนักงานรัฐวิสาหกิจประมาณ 7.35 ล้านคน และ 7.30 ล้านคน หรือร้อยละ 11.7 และ11.6 ตามลำดับ 2) ประชาชนมีความพึงพอใจต่อโครงการแต่ยังมีการเรียกร้องในเรื่องมาตรฐานการรักษาและการลาออกของแพทย์  ยังเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อคุณภาพ 3) ผู้ให้บริการคือบุคลากรทางการแพทย์ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน  เนื่องจากระบบระเบียบในการปฏิบัติงานไม่ชัดเจนและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง  ทำให้บุคลากรไม่สามารถคาดการณ์และวางแผนความคืบหน้าในการดำเนินงานได้

แบบฝึกหัดท้ายบท

  กลับด้านบน

********************************************************************************


9. วิธีการการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

โดยทั่วไปการประเมินผลนโยบายสาธารณะมีวิธีการศึกษาที่นิยมปฏิบัติกันอยู่ 2 วิธี (สุวัฒน์วัฒนวงศ์. 2540 : 45-51) คือ

1. การประเมินผลด้วยวิธีการวิจัย (Evaluation Research) คือ  การนำเอาระเบียบวิธีวิจัยมาใช้ในการประเมินผล  ที่เรียกว่า “การวิจัยประเมินผล” ซึ่งทำให้การประเมินผลมีหลักเกณฑ์และเป็นระบบมากขึ้น  แต่การประเมินผลชนิดนี้ปฏิบัติได้ช้ากว่าวิธีอื่น  และต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้เรื่องการประเมินผล  ใช้ทรัพยากรและงบประมาณมาก  ใช้ระยะเวลาในการประเมินมากพอสมควร  ตลอดจนมีความยุ่งยากในการประเมินหากจะประเมินให้ครอบคลุม  แต่มีข้อดีคือผลการประเมินจะมีความแม่นตรงและเชื่อถือได้  มากกว่าการประเมินผลโดยวิธีอื่น ๆ

2. การประเมินผลด้วยระบบวิเคราะห์ (Analytical Evaluation) คือ  การประเมินผลซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า (Inputs) กระบวนการ (Process) ของการเปลี่ยนแปลงปัจจัยนำเข้าออกไปเป็นผลผลิต (Outputs) และได้ผลผลิตออกมา  การประเมินผลระบบนี้ได้นำเอาหลักการวิจัยมาดัดแปลงให้ง่ายเข้า  เพื่อมิให้เสียเวลา  งบประมาณ  และแรงงานมากจนเกินไปการเก็บข้อมูลไม่ละเอียดเท่ากับการประเมินผลด้วยวิธีวิจัย  แต่ก็สามารถจะให้ข้อมูลเพียงพอที่ผู้ประเมินจะเห็นสภาพที่แท้จริงตามที่ต้องการได้

โดยปกติแล้วการประเมินทั้งสองชนิดจะมุ่งประเมินในแง่มุมต่าง ๆ  คือ  ประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์  ประเมินคุณภาพของผลผลิต  ประเมินค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน  ประเมินสมรรถภาพทางการบริหาร  และประเมินผลกระทบของนโยบาย  แต่กรณีนโยบายสาธารณะของประเทศไทยส่วนใหญ่จะประเมินด้วยระบบวิเคราะห์  โดยเฉพาะประเมินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของนโยบาย  ส่วนการประเมินผลกระทบของนโยบายยังมีน้อย  เพราะการประเมินผลกระทบต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรจึงจะเห็นผล

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


 10. เกณฑ์ในการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

 

โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึง “ เกณฑ์” มักจะหมายถึง  ลักษณะหรือระดับของการวัดที่ถือว่ามีคุณภาพอันจะบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการดำเนินงาน  ซึ่งเกณฑ์ในการประเมินผลนโยบายนั้น  ดันน์  (Dunn) ได้แบ่งเกณฑ์ออกหลายเกณฑ์ด้วยกันคือ  เกณฑ์ประสิทธิภาพ(Efficiency) เกณฑ์ประสิทธิผล (Effectiveness) เกณฑ์ความพอเพียง (Adequacy) เกณฑ์ความเป็นธรรม (Equity) เกณฑ์ความพอใจ (Satisfaction) ซึ่งจะได้อธิบายรายละเอียดแต่ละเกณฑ์ดังนี้

1. เกณฑ์ประสิทธิภาพ (Efficiency)

“ประสิทธิภาพเอทซิโอนี (Etzioni)  ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า  ประสิทธิภาพ  หมายถึง  จำนวนการใช้ทรัพยากรในการทำให้เกิดผลผลิตต่อหน่วยต่ำ  ส่วนปอยเตอร์ (Poister) กล่าวว่า  “ประสิทธิภาพ” หมายถึง  การสร้างผลผลิตหรือผลลัพธ์โดยใช้ความพยายามหรือค่าใช้จ่ายในอัตราที่ต่ำที่สุด  นอกจากนั้น ถวัลย์รัฐ  วรเทพพุฒิพงษ์. (2541 : 5) ได้ให้ความหมายว่าประสิทธิภาพ  หมายถึง  ความสามารถของบุคลากร องค์การ  เครื่องอำนวยความสะดวก  การปฏิบัติและกิจกรรม  ซึ่งมุ่งเปรียบเทียบระหว่าง  ผลลัพธ์กับความพยายามที่ลงทุนไปก่อนนั้น

จากความหมายข้างต้น  ประสิทธิภาพ  คือ  อัตราส่วนความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์  หรือปัจจัยนำออก (Output) ของนโยบาย  แผนงาน  โครงการกับความพยายาม  หรือปัจจัยนำเข้า (Input)สู่นโยบาย  แผนงาน  โครงการ  โดยมุ่งที่การเพิ่มผลลัพธ์ในระดับสูงสุดต่อหนึ่งหน่วยการลงทุน  จึงอาจกล่าวได้ว่า  การประเมินโดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพนั้น  ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ดังสมการ

ผลลัพธ์ (เน้นประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน)

ประสิทธิภาพ     = ปัจจัยนำเข้า (Input)

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านโยบายที่มีประสิทธิภาพคือ  นโยบายที่นำไปปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์ตอบแทนสูงสุด  เสียค่าใช้จ่ายหรือลงทุนต่ำสุด  และเน้นผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน (Tangible  Benefit) ซึ่งโดยทั่วไปนโยบายสาธารณะที่มีวัตถุประสงค์หรือมุ่งผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นตัวเงิน  มักนิยมประเมินผลโดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ  เช่น  นโยบายเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร  นโยบายการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า  นโยบายสร้างสนามบิน  นโยบายสร้างทางด่วน  นโยบายสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน  เป็นต้น  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

2. เกณฑ์ประสิทธิผล (Effectiveness)

ในทัศนะของเอทซิโอนี “ประสิทธิผล” หมายถึง  ระดับการบรรลุเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์”ส่วน  ถวัลย์รัฐ  วรเทพพุฒิพงษ์ (2541 : 5) ได้ให้ความหมายไว้ว่า  ประสิทธิผลของนโยบาย  หมายถึงขอบเขตของการที่นโยบายนั้นได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  รวมทั้งผลประโยชน์ข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้คาดหวังไว้ด้วย  หรือการเปรียบเทียบระดับความสำเร็จของนโยบายกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  ซึ่งโดยปกติผลของการประเมินนโยบายสาธารณะที่ใช้เกณฑ์ประสิทธิผลนั้นไม่สามารถวัดผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นตัวเงินได้ (Intangible Benefit) แต่วัดระหว่างผลลัพธ์กับวัตถุประสงค์หรือเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนโยบายที่ไม่ใช่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น  นโยบายขยายโอกาสทางการศึกษา  นโยบายสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  นโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษ นโยบายปราบปรามการคอรัปชั่น  นโยบายป้องกันโรคเอดส์  นโยบายปราบปรามอาชญากรรม เป็นต้น

ดังสมการ

ผลลัพธ์

ประสิทธิผล      =  วัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่ตั้ง

 

3. เกณฑ์ความพอเพียง (Adequacy)

“ความพอเพียง” หมายถึง  ความพึงพอใจที่นโยบายสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม  ซึ่ง  ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ (2539 : 44) ได้ให้ความหมายไว้ว่า  ความพอเพียงเป็นการเปรียบเทียบอัตราส่วนระหว่างผลลัพธ์ของนโยบาย  แผนงานและโครงการกับความต้องการรวมทั้งหมดของประชาชนหรือสังคม  ดังสมการ

ผลลัพธ์

ความพอเพียง         =  ความต้องการรวมทั้งหมดของสังคม

 

การประเมินผลนโยบายสาธารณะโดยยึดเกณฑ์ความพอเพียงนั้น  สามารถพิจารณาได้จากผลลัพธ์ (Outcomes) เปรียบเทียบกับความต้องการรวมทั้งหมดของสังคม  ถ้าผลลัพธ์ของนโยบายหรือสิ่งที่รัฐบาล

ตอบสนองให้มีน้อย แต่ความต้องการรวมทั้งหมดของสังคมมีมาก  แสดงว่านโยบายนั้นยังไม่บรรลุตามเกณฑ์ความพอเพียง  เช่น  นโยบายขยายโทรศัพท์สามล้านเลขหมายในสมัยรัฐบาลอานันท์  ปันยารชุน สมัยที่ 2 ปรากฏว่าความต้องการโทรศัพท์ของประชาชนโดยส่วนรวมมีมาก  แต่รัฐบาลตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างจำกัด  หรือการที่ประชาชนที่ยากจนต้องการที่ดินทำกินจำนวนหนึ่งแสนราย  แต่รัฐบาลจัดสรรให้ได้เพียงห้าหมื่นรายเท่านั้น  จึงไม่พอเพียง  ซึ่งทำให้นโยบายดังกล่าวไม่บรรลุผลสำเร็จตามเกณฑ์ความพอเพียง เป็นต้น

4. เกณฑ์ความเป็นธรรม (Equity)

“ความเป็นธรรม”  หมายถึง  การให้บริการสาธารณะแก่คนส่วนใหญ่ที่เสียเปรียบหรือด้อยโอกาสในสังคม  นั่นก็คือ  การประเมินผลนโยบายสาธารณะต้องประเมินผลว่านโยบายสาธารณะนั้นเกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ที่เสียเปรียบในสังคมเพียงใด  ถ้านโยบายนั้นประโยชน์ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ที่เสียเปรียบ  อาทิ คนยากจน  คนพิการ  เด็ก  คนชรา ฯลฯ  ก็แสดงว่านโยบายสาธารณะนั้นสร้างความเป็นธรรมในสังคม  เพราะนโยบายสาธารณะเป็นนโยบายเพื่อคนส่วนใหญ่  โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่เสียเปรียบหรือด้อยโอกาสยิ่งกว่าคนที่ได้เปรียบหรือคนที่มีโอกาส  ดังคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดี รามอน แม็กไซไซ  ของประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “บุคคลที่เกิดมามีน้อย รัฐควรให้โอกาสได้รับมากกว่า” หมายความว่าคนที่เสียเปรียบในสังคม  เช่น  คนยากจน  เด็ก  คนชรา  คนพิการ  รัฐควรมีนโยบายที่จะช่วยเหลือคนเหล่านั้นให้มาก ยกตัวอย่างนโยบายสาธารณะที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นธรรม  เช่น  นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง  นโยบายพักชำระหนี้แก่เกษตรกรรายย่อย เป็นเวลา 3 ปี  นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค  นโยบายจัดตั้งธนาคารเพื่อประชาชน  นโยบายจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร เป็นต้น

5. เกณฑ์ความเสมอภาค (Equality)

“ความเสมอภาค” คือ  โอกาสที่จะให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน  ทั้งคนรวยและคนจนที่จะได้รับบริการของรัฐเท่าเทียมกัน  แต่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ยังยากจน  มีคนชั้นสูงและชั้นกลางน้อย  การใช้เกณฑ์ความเสมอภาคในการประเมินผลทำได้ยาก  เพราะถ้าจัดสินค้าและบริการให้ทุกคนได้รับเท่าเทียมกันคนร่ำรวยจะได้เปรียบ  เพราะโดยปกติคนร่ำรวยจะสามารถพึ่งตนเองได้มากกว่า  ส่วนคนยากจนจะเสียเปรียบ เพราะพึ่งตัวเองไม่ได้  ซึ่งตามหลักความจริงแล้วคนที่ยากจนด้อยโอกาส  รัฐบาลควรดูแลและให้บริการมากกว่าจึงจะเกิดความเป็นธรรม  ความเป็นธรรมและความเสมอภาคมักจะไปด้วยกันในสังคมที่ประชาชนที่ฐานะความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน  หรือสังคมที่มีคนชั้นกลางจำนวนมาก  และมีคนชั้นต่ำจำนวนน้อย  แต่ในสังคมที่ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก  คือ  มีคนชั้นต่ำจำนวนมาก  คนชั้นกลางและคนชั้นสูงมีน้อย  ความเป็นธรรมและความเสมอภาคมักจะขัดแย้งกัน  คือ  บางครั้งเกิด “ความเป็นธรรม  โดยไม่เสมอภาค” หรือ “เสมอภาคโดยไม่เป็นธรรม” ดังนั้นแนวทางที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม  เราควรปรับและหรือยกฐานะคนยากจนหรือคนด้อยโอกาสในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นตามดัชนีหรือเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เพื่อลดช่องว่างทางฐานะในสังคม  คือ  ต้องสร้างคนชั้นกลาง  (Middle Class) ในสังคมให้มากขึ้นหรือยกระดับคนในสังคมให้เป็นคนชั้นกลางมากขึ้น

6. เกณฑ์ความพอใจ (Satisfaction)

“ความพอใจ” หมายถึง  อัตราส่วนระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริง  เช่น  ถ้าเราคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายสาธารณะ 100 หน่วย แต่เมื่อนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติแล้วปรากฏว่าได้ว่าได้ประโยชน์เกินกว่า 100 หน่วย  ประชาชนส่วนใหญ่จะเกิดความพึงพอใจนโยบายสาธารณะ  เพราะนโยบายสาธารณะนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ได้  เช่น นโยบายประกันพืชผลทางการเกษตร  กรณีราคายางพาราในปี  พ.ศ.2545  เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายยางพาราได้ในราคาถึงกิโลกรัมละประมาณ  40 กว่าบาท  ในขณะที่เกษตรกรคาดหวังไว้ต่ำกว่านั้น  ซึ่งมีผลทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเกิดความพึงพอใจในนโยบายของรัฐบาลมากแต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายสาธารณะสูงกว่าความเป็นจริงที่ปรากฏ  ย่อมทำให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อนโยบายสาธารณะนั้น  ยกตัวอย่างเช่น  นโยบายราคาน้ำมันลอยตัว  กรณีน้ำมันเบนซิน  และน้ำมันดีเซล  ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2548  ถึงปัจจุบัน  น้ำมันมีราคาสูงขึ้นตลอดเวลาตามราคาน้ำมันโลก  ซึ่งประชาชนมีความคาดหวังว่ารัฐบาลจะไม่ขึ้นราคาน้ำมันมากไปกว่านี้  เพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม  โดยเฉพาะจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น  เงินจะเฟ้อมากขึ้น  แต่พอรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง  จึงทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจในนโยบายดังกล่าว  ถึงแม้รัฐบาลจะชี้แจงว่ามีความจำเป็นต้องขึ้นราคาน้ำมันก็ตาม

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


11. เทคนิคการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

เทคนิคการประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้นมีอยู่มากมาย  ผู้ทำการประเมินผลนโยบายจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของนโยบายนั้น ๆ  ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างที่สำคัญคือ

1. เทคนิคการประเมินผลนโยบายที่ไม่มีกฎเกณฑ์

เทคนิคการประเมินผลนโยบายที่ไม่มีกฎเกณฑ์  หรือไม่มีแบบแผนที่แน่นอน  หรือไม่เป็นทางการนั้น เราอาจเรียกว่าเป็น “การประเมินผลแบบดั้งเดิม”(The Traditional Model) (สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. 2549 : 498) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการประเมินผลโดยใช้บุคคลภายในองค์การ  เป็นการประเมินผลนโยบายที่ใช้ความชอบ ความประทับใจ  หรือความเห็นของผู้ประเมินผลนโยบายเป็นหลัก  การประเมินผลลักษณะนี้ไม่ต้องอาศัยระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นระบบ  ผู้ประเมินผลมีความคิดเห็นอย่างไร  ก็ประเมินผลไปตามความคิดเห็นของตนการประเมินผลนโยบายโดยวิธีนี้จึงอาจเกิดอคติได้  เนื่องจากผู้ประเมินผลแต่ละคนย่อมจะมีความประทับใจมีความคิดเห็น  มีความชอบ  มีค่านิยมที่แตกต่างกันออกไป  ลักษณะเช่นนี้ย่อมสร้างปัญหาในการประเมินผลนโยบายได้  เพราะบางคนอาจมองว่านโยบายสาธารณะนี้ประสบความสำเร็จ  ในขณะที่บางคนมองเห็นว่านโยบายนี้ล้มเหลวก็ได้  เทคนิคการประเมินผลนโยบายแบบไม่มีกฎเกณฑ์  หรือแบบดั้งเดิมนี้จึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลและบุคคลทั่วไปที่เกี่ยวข้องมากนัก

2.  เทคนิคการประเมินผลนโยบายอย่างเป็นระบบการประเมินผลนโยบายตามวิธีนี้ผู้ประเมินจะเคร่งครัดกับการใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ในการกำหนดกรอบความคิดในการประเมิน  และใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติที่ก้าวหน้า  และจะประเมินผลเป็นระบบทุกขั้นตอน  คือ  ประเมินผลตั้งแต่มีการวางนโยบาย  แผนงาน  และโครงการ  การปฏิบัติตามนโยบาย  แผนงาน  และโครงการ  และประเมินผลลัพธ์ของนโยบาย  แผนงาน  และโครงการ  ตลอดจนประเมินผลกระทบของนโยบาย  แผนงาน  และโครงการ  โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกมากขึ้น  ที่สำคัญเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินผล  ตลอดจนมีความโปร่งใส  มีความเป็นกลางและสามารถตรวจสอบผลการประเมินได้  ซึ่งการประเมินผลแบบนี้จัดว่าเป็น “การประเมินผลระบบเปิด” (Open Evaluation) (วรเดช  จันทรศร  และไพโรจน์  ภัทรนรากุล. 2543 : 17-18 ) หรืออาจกล่าวได้ว่าการประเมินผลนโยบายเป็นระบบนั้น  เป็นการประเมินผลก่อนมีโครงการ  ประเมินผลระหว่างดำเนินงานตามโครงการ และประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ  ตลอดจนประเมินผลกระทบด้วย  ส่วนเทคนิคการประเมินผลนโยบายอย่างเป็นระบบ  ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายนั้น  ได้แก่

2.1  การวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์ (Cost – Benefit Analysis)  เป็นการประเมินผลนโยบายสาธารณะที่เปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่ได้กับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เสียไปซึ่งผู้ประเมินผลจะต้องทราบข้อมูลต้นทุนและผลประโยชน์ในเชิงปริมาณ  จึงจะวิเคราะห์ได้แม่นตรง  และครบถ้วน  ส่วนมากนิยมประเมินผลโครงการที่สามารถคิดผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินได้  เช่น  การประเมินผลนโยบายสร้างสร้างทางด่วน หรือนโยบายเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น

2.2 การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผล (Cost – Effectiveness Analysis) เป็นการวิเคราะห์ระดับความสำเร็จของนโยบาย/แผนงาน/โครงการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เปรียบเทียบกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปทั้งหมด  ถ้ามีความแตกต่างกันน้อยแสดงว่ามีประสิทธิผลสูง  และเป็นการประเมินผลนโยบายสาธารณะที่ไม่สามารถคิดผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินได้  จึงต้องประเมินประสิทธิผลสูงสุดของนโยบายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม  เช่น  การประเมินผลนโยบายสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนการศึกษา  นโยบายกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา  เป็นต้น

2.3 การวิจัยประเมินผล (Evaluation Research)  เป็นการวิจัยประยุกต์ที่อาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผล  ระหว่างนโยบาย  แผนงาน โครงการ  กับผลลัพธ์และผลกระทบที่พึงปรารถนา  และไม่พึงปรารถนา  ตลอดจนเพื่อติดตามประเมินกระบวนการในขั้นตอนต่าง ๆ  ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้  ซึ่งสามารถใช้การวิจัยประเมินผลได้หลายแบบแต่ที่นิยมใช้มากคือ  การวิจัยแบบทดลอง (Experimental Design)  การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Design) และการวิจัยแบบเตรียมทดลอง (Pre- Experimental Design) (ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. 2539 : 19) ซึ่งการประเมินผลนโยบาย  โดยใช้รูปแบบทดลองและกึ่งทดลองนั้นดีในแง่ที่ใช้ประเมินผลนโยบายใหม่ ๆ ที่เป็นนวัตกรรม  และประเมินผลเพื่อแสวงหาทางเลือกหรือวิธีการที่เหมาะสมโดยมีพื้นที่หนึ่งเป็นพื้นที่ทดลอง (ใช้กลยุทธ์หรือวิธีการใหม่) กับอีกพื้นที่หนึ่งที่เป็นพื้นที่ควบคุมหรือเปรียบเทียบ (ใช้กลยุทธ์หรือวิธีการแบบเดิม)  เมื่อประเมินผลทั้งสองพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แล้วจึงนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน  ถ้ากลยุทธ์หรือวิธีการใหม่ดีกว่าวิธีการเดิมผู้บริหารก็จะได้ตัดสินใจขยายผลนโยบายนั้นอย่างกว้างขวาง  ยกตัวอย่าง  การประเมินผลนโยบายผู้ว่าแบบบูรณาการ (CEO) เมื่อปลายปี พ.ศ.2545  เมื่อผลการประเมินในจังหวัดนำร่องกับจังหวัดเปรียบเทียบที่ใช้รูปแบบการบริหารแบบเดิม  พบว่านโยบายผู้ว่าแบบบูรณาการ (CEO) ทำให้เกิดการบูรณาการในการบริหารในจังหวัดได้ดีกว่าการบริหารรูปแบบเดิม  เพราะบทบาทของผู้ว่าราชการเปลี่ยนจากการเป็นนักปกครองมาเป็นนักบริหารเชิงยุทธศาสตร์ หลังจากนั้นรัฐบาลจึงขยายผลนโยบายดังกล่าวไปทั่วประเทศ  ส่วนการวิจัยแบบเตรียมทดลองนั้น  เป็นการประเมินผลนโยบายหรือโครงการเดิมที่เคยทำมาแล้วและปัจจุบันก็ยังทำอยู่  แต่ผู้บริหารก็จำเป็นต้องทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงแก้ไข  หรือดำเนินการต่อไป  หรือยุตินโยบาย  กรณีที่เกิดผลกระทบเชิงลบที่รุนแรง ซึ่งวิธีการวิจัยประเมินผลรูปแบบนี้ไม่ค่อยยุ่งยาก  และเสียเวลา  และเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนการวิจัยประเมินผลรูปแบบทดลองและกึ่งทดลอง  เพราะจะประเมินเมื่อโครงการดำเนินงานไประยะหนึ่งหรือประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ

2.4 การประเมินผลเชิงปริมาณ (Quantitative Evaluation) เป็นการประเมินผลที่เน้นประเมินตามวัตถุประสงค์  ซึ่งคำตอบหรือผลการประเมินจะแสดงออกมาเป็นตัวเลข  หรือสถิติ  อาจใช้ระเบียบวิธีวิจัยหรือใช้เทคนิคเชิงคณิตศาสตร์  เช่น  การประเมินผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ  กรณีโครงการธนาคารประชาชน  ในช่วงปี พ.ศ.2544 –2546 ของสำนักงานธนาคารประชาชน (วณิชชานนท์. 2546 : 55-57 ) พบว่า  ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับเงินกู้จากธนาคารประชาชน  ร้อยละ  84.3  ร้อยละ 81  มีรายได้จากการประกอบการเพิ่มขึ้น  ร้อยละ  68.8  ของจำนวนสมาชิกมีหนี้นอกระบบลดลง  และส่งผลให้สมาชิกร้อยละ 37.5 ของผู้กู้ทั้งหมดมีเงินออมเพิ่มขึ้น

2.5 การประเมินผลเชิงคุณภาพ (Qualitative Evaluation)  เป็นเทคนิคการประเมินผลที่มิได้เน้นตัวเลข  แต่เน้นการได้มาซึ่งผลผลิตหรือผลลัพธ์  จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (Depth Interviews) การเก็บรวบรวมข้อมูลจาการสังเกตในภาคสนาม  และข้อมูลจากเอกสารที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ และวิเคราะห์ผลการประเมินเป็นการพรรณนาความ  คุณภาพของการประเมินเชิงคุณภาพนั้นอยู่กับความสามารถของผู้ประเมินเป็นสำคัญ  ถ้าผู้ประเมินมีความรู้เกี่ยวกับการวิจัยเชิงคุณภาพ  มีจรรยาบรรณของการเป็นนักประเมินผล  ไม่ใช้ความรู้สึก  หรือค่านิยมส่วนตนมาวิเคราะห์หรือประเมิน  ผลการประเมินนั้นก็สามารถเชื่อถือได้  แต่ถ้าจะให้ผลการประเมินมีความแม่นตรงและเชื่อถือได้  ก็ควรมีการประเมินผลเชิงปริมาณควบคู่ด้วย

นอกจากนั้นดันน์  (Dunn)  ได้เสนอเทคนิคการประเมินผลนโยบายไว้ดังนี้ (จุมพลหนิมพานิช. 2547 : 267-268)

1. การประเมินแบบเทียม (Pseudo Evaluation) เป็นแนวทางซึ่งใช้วิธีการที่มีกฎเกณฑ์เพื่อให้ทราบถึงผลของนโยบายอย่างเที่ยงตรงและเชื่อถือได้  โดยมิได้มุ่งพิจารณาที่เรื่องคุณค่าของนโยบายที่มีต่อบุคคล  กลุ่มคน  และสังคมส่วนรวม  การประเมินนโยบายแนวทางนี้อาจใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การแสดงด้วยกราฟ (Graphic Displays) การแสดงด้วยตาราง (Tabular Displays) การใช้เลขดัชนี (Index Numbers) การวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Interrupted Time Series Analysis) การวิเคราะห์ถดถอยไม่ต่อเนื่อง (Regression Discontinuity Analysis) เป็นต้น

2. การประเมินแบบแท้ (Formal Evaluation) เป็นการประเมินที่อาศัยหลักฐาน  ตัวบทกฎหมายหรือโครงการที่จัดทำตามนโยบาย  ตลอดจนจะต้องมีการสอบถาม  การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น ๆ การประเมินแบบแท้มักเป็นการประเมินขณะที่ปฏิบัติตามนโยบาย  เพื่อดูว่านโยบายนั้นบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์หรือไม่  การประเมินนโยบายแนวทางนี้อาจใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น  การใช้แผนที่วัตถุประสงค์ (Objective Mapping) การใช้แผนที่ข้อจำกัด (Constraint Mapping) การวิเคราะห์ผลกระทบรวม (Cross – Impact Analysis) การวิจารณ์คุณค่า (Value Critique) การใช้ส่วนลด (Discounting) เป็นต้น

3. การประเมินเชิงตัดสินใจ (Decision-Theoretic Evaluation) การประเมินนโยบายแนวทางนี้ต้องการความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  เพื่อมาสรุปหาข้อยุติ  ซึ่งอาจใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่นการระดมสมอง (Brainstorming) การวิเคราะห์สมมุติฐาน (Assumption Analysis) เทคนิคเดลฟาย (Delphi) การวิเคราะห์เชิงสำรวจ (Survey Analysis) เป็นต้น

แบบฝึกหัดท้ายบท

  กลับด้านบน

********************************************************************************


12. กระบวนการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

ในทัศนะของ โจนส์ (Jones) ได้กล่าวถึงกระบวนการหรือขั้นตอนการประเมินผลนโยบายไว้ (จุมพล หนิมพานิช. 2547 : 249-251) ดังนี้

ขั้นตอนแรก  คือ  การกำหนดรายละเอียด (Specification) ว่าจะประเมินอะไร  เหตุที่ต้องมีการกำหนดรายละเอียดเพราะเป้าหมายบางนโยบายก็มีความชัดเจน  เช่น  นโยบายเพิ่มที่อยู่อาศัย  สามารถทราบแน่ชัดว่าเพิ่มปีละเท่าไร  แต่บางนโยบายอาจมีเป้าหมายไม่ชัดเจน  เช่น  นโยบายด้านเศรษฐกิจ  เพราะจะกำหนดไว้กว้าง ๆ ดังนั้นการกำหนดรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการประเมิน  จะทำให้นักประเมินผลสามารถทราบประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินนโยบายและสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ในการประเมินผลนโยบายนั้น ๆ ได้ชัดเจน

อย่างไรก็ตามมักพบอยู่เสมอว่าการประเมินผลนโยบายบางครั้งไม่มีการกำหนดรายละเอียดของสิ่งที่ทำการประเมิน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ  สาเหตุที่การกำหนดรายละเอียดถูกละเลย  เป็นเพราะว่าการประเมินผลนโยบายนั้นส่วนใหญ่กระทำกันเพราะมีกฎหมายหรือข้อบังคับกำหนดให้ต้องประเมินผล  เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ประเมินผลจึงไม่ได้ค่อยได้พิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในด้านต่าง ๆ  โดยเฉพาะพยายามหลีกเลียงการเพิ่มงาน  โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความถูกต้องของการประเมินผลเท่าใดนัก

ขั้นตอนที่สอง คือ  การวัดผล (Measurement)  เมื่อกำหนดรายละเอียดว่าจะประเมินอะไรได้แล้วขั้นตอนต่อมาก็คือจะต้องมีการวัดผล  การวัดผลจะกระทำได้ต้องอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำการประเมิน  ขั้นตอนนี้เช่นเดียวกับขั้นตอนแรก  คือ  มีความแตกต่าง  และมีการเบี่ยงเบนไปได้มาก ตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีหลักเกณฑ์มีระบบ  จนกระทั้งเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพที่เก็บจากความรู้สึกหรือความประทับใจที่ต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามการวัดผลจำเป็นต้องมีเครื่องมือและสิ่งที่จะทำการวัด  การเก็บรวบรวมข้อมูลถ้ามีหลักเกณฑ์มากเพียงใดก็ย่อมทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องและเที่ยงตรงมากเท่านั้น

ขั้นตอนที่สาม  คือ  การวิเคราะห์ (Analysis) โดยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาหรือวัดผลออกมาแล้ว  วิธีการวิเคราะห์ปัญหาก็มีเหมือนสองขั้นตอนแรก  คือ  มีความแตกต่างกันในรูปแบบและวิธีการวิเคราะห์  เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์เชิงปริมาณที่มีความแน่นอนสูง  เช่น  การวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์ไปจนกระทั่งการใช้ความประทับใจหรือการใช้ประสบการณ์  จุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ก็คือเพื่อให้สามารถจัดทำข้อสรุปได้ว่า  ประสิทธิผลของนโยบายเป็นอย่างไร  เพื่อที่จะได้ตัดสินคุณค่าของนโยบายซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการประเมินผลนโยบาย

ส่วนแนชเมียส (ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. 2539 : 141) ได้วิเคราะห์กระบวนการวิจัยประเมินผลออกเป็น  6  ขั้นตอนคือ  ขั้นตอนแรกคือ  การกำหนดเป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ของนโยบาย /แผนงาน/ โครงการ  ขั้นตอนที่สองเป็นการสร้างแบบจำลองผลกระทบเชิงสาเหตุและผล  ขั้นตอนที่สามเป็นการพัฒนารูปแบบการวิจัยประเมินผลที่เหมาะสม  ขั้นตอนที่สี่คือเป็นการสร้างมาตรวัดดัชนีต่างๆ สำหรับการวัดค่าตัวแปร  ขั้นตอนที่ห้าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล  ขั้นตอนที่หกเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและการตีความสิ่งที่ค้นพบ  สำหรับทัศนะของปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ (2539 : 143) ได้กำหนดกระบวนการวิจัยประเมินผล  ออกเป็น  5  ขั้นตอนคือ  ขั้นตอนที่หนึ่งการกำหนดปัญหา  เป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ของนโยบาย แผนงาน โครงการ  ขั้นตอนที่สองการวางแผนการวิจัย  ประเมินผล  และเลือกรูปแบบการวิจัยประเมินผล  ขั้นตอนที่สาม  การเก็บรวบรวมข้อมูล ก่อน  ระหว่าง และ/หลังโครงการเสร็จสิ้น  ขั้นตอนที่สี่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ  หรือเชิงตรรกะ  ขั้นตอนที่ห้าการเปรียบเทียบ  สรุปผล  และเสนอแนะการกำหนดกระบวนการประเมินผลออกเป็นกี่ขั้นตอนนั้นย่อมไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว  ถ้าตราบใดการจัดแบ่งขั้นตอนนั้นสามารถครอบคลุมการวิจัยประเมินผลนโยบายได้ทั้งกระบวนการ  และนักประเมินผลสามารถดำเนินการประเมินผลตามกระบวนการหรือขั้นตอนนั้น ๆ อย่างถูกต้อง  ตามหลักวิชาการแล้วเชื่อได้ว่า  ผลการประเมินนั้นย่อมมีความแม่นตรงและเชื่อถือได้

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


13. ตัวอย่างการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

พรเพ็ญ  เพชรสุขศิริ  (2546 : 9-10) ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายเร่งด่วนด้านการเร่งรัด  การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด  รอบ  1  ปี (มีนาคม พ.ศ.2544 – กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545)  โดยใช้รูปแบบการวิจัย  1) การวิจัยเอกสาร  2) การศึกษาเชิงคุณภาพ

3) การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ  4) การวิจัยสำรวจ  การประเมินผลใช้รูปแบบการประเมินผลแบบรวบยอด(Comprehensive Evaluation)หรือ “CIPP Model” ผลการประเมินปรากฏว่า  โครงการจัดระเบียบสังคมโดยภาพรวมเป็นโครงการที่มีคะแนนอยู่ในระดับดี  เพราะเป็นโครงการที่ประชาชนทั่วไปให้การสนับสนุนและมีความพึงพอใจมาก  โครงการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังยาเสพติดในค่ายทหารโดยภาพรวมเป็นโครงการที่มีคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง  ซึ่งถ้าดำเนินโครงการต่อไปต้องปรับปรุงหลักสูตรและพัฒนาครูฝึกให้เป็นนักจิตบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โครงการนักเรียนเยี่ยมคุกโดยภาพรวมเป็นโครงการที่มีคะแนนระดับดี เพราะครูอาจารย์และนักเรียนเห็นว่ามีประโยชน์มากและมีความพึงพอใจในโครงการมาก และโครงการชุมชนสีขาวโดยภาพรวมเป็นโครงการที่มีคะแนนระดับปานกลาง  ส่วนผลกระทบของโครงการยังมิอาจวัดได้  เนื่องจากช่วง พ.ศ.2545 – 2546 รัฐบาลได้เปลี่ยนนโยบายจากการป้องกันเป็นการปราบปรามอย่างเด็ดขาด ตัวเลขสถิติจึงแปรปรวนจากการผลิกผันของนโยบายพนารัช ปรีดากรณ์ (2550 : 73) ได้ทำการประเมินผลความสำเร็จเชิงผลลัพธ์และเป้าหมายสูงสุดของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่ภาคกลาง  โดยใช้วิธีการสำรวจข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ภาคกลางจากกลุ่มตัวอย่าง 400  คน  ซึ่งกระจายตามจังหวัดต่าง ๆ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก  ผลการศึกษาพบว่า  ผลที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเป็นไปตามผลลัพธ์และเป้าหมายสูงสุดของโครงการฯ ในระดับปานกลางค่อนข้างมาก  ซึ่งเป็นผลในระยะสั้น  โดยโครงการฯ สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนในมิติทางการเมืองและวัฒนธรรมมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้เฉพาะในระยะสั้น  ในขณะที่ผลการประเมินด้านคุณภาพชีวิตในชุมชนและความยั่งยืนของชุมชนอยู่ในระดับมากในช่วงแรกของโครงการส่วนทางด้านความสมดุลของชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง

จากตัวอย่างการประเมินผลนโยบายสาธารณะของพรเพ็ญ  เพชรสุขศิริ  จะเห็นได้ว่าใช้วิธีวิจัยประเมินผล  ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและวิจัยเชิงปริมาณ  โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP  Model ซึ่งจะประเมินครอบคลุมทั้งสภาวะแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต  ผลการประเมินจึงแม่นตรงและเชื่อถือได้  ส่วนพนารัช  ปรีดากรณ์  เน้นการวิจัยผลลัพธ์ของโครงการว่าบรรลุตามเป้าหมายหรือไม่  ซึ่งใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ  และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์  ซึ่งเป็นการประเมินที่ไม่ครอบคลุมทั้งระบบ  เพราะมิได้ประเมินสภาวะแวดล้อม  ปัจจัยนำเข้า และกระบวนการดำเนินงาน

 กลับด้านบน

********************************************************************************


14. จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของผู้ประเมินผล

การประเมินผลนโยบาย  แผนงาน  หรือโครงการใด ๆ ก็ตาม  ผู้ประเมินผลอาจเป็นบุคคลภายในองค์การที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารโครงการ  หรือเป็นบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานอิสระภายนอกที่สาธารณชนให้การยอมรับ  ซึ่งผู้ประเมินผลที่เป็นบุคคลภายในองค์การจะมีข้อดีคือ  สามารถทำการประเมินผลได้ทันที  รวดเร็ว  และได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพิ่มเติม  เพราะเป็นที่รู้จักและยอมรับของบุคคลภายในองค์การ  และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการประเมินผล  แต่ข้อเสียก็คือผลการประเมินอาจ ขาดความแม่นตรงและเชื่อถือได้ในสายตาของสาธารณชน  เพราะสาธารณชนอาจระแวงว่าผู้ประเมินผลภายในอาจมีอคติประเมินเข้าข้างโครงการที่ตนทำ  ส่วนการประเมินผลที่ผู้ประเมินเป็นบุคลภายนอกองค์การจะมีข้อดีคือสาธารณชนให้ความเชื่อถือและยอมรับผลการประเมินมากกว่า  ทั้งนี้เพราะผู้ประเมินมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายหรือโครงการนั้นโดยตรง  แต่ผลเสียก็คือการไม่มีบุคคลภายในร่วมทีมการประเมินผลทำให้ยากลำบาก  ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึก (Indepth) เกี่ยวกับโครงการหรือนโยบายนั้น ๆ  ซึ่งบุคลภายในองค์การอาจไม่เต็มใจให้ความร่วมมือเท่าที่ควร  ผลการประเมินก็อาจขาดความแม่นตรงได้เช่นเดียวกันสิ่งที่ผู้ประเมินจะต้องตระหนักถึงก็คือการวางแผนในการประเมินผล  การกำหนดวัตถุประสงค์ในการประเมินให้ชัดเจน  กำหนดระเบียบวิธีการประเมินผลที่เหมาะสม  และใช้เครื่องมือในการประเมินผลที่มีความแม่นตรงและเชื่อถือได้  ผลการประเมินจะต้องไม่มีอคติ  การประเมินผลนั้นจึงจะเป็นการประเมินที่แท้จริงซึ่งผู้ประเมินผลที่มีจริยธรรมหรือจรรยาบรรณย่อมประเมินผลไปตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการประเมิน  หากผู้ประเมินผลขาดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ  ผลการประเมินที่ออกมาอาจขาดความแม่นตรง  และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชน  สังคมโดยรวมต่อไป  ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของการประเมินผลไว้ดังนี้

สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ (2549 : 514-516) ได้กล่าวว่าผู้ประเมินผลควรมีจริยธรรมดังนี้

1. เป็นผู้ที่ไม่มีอคติ หรือความลำเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากอาจทำให้ผลการประเมินขาดความแม่นตรง

2. มีความรู้ความสามารถในการใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการประเมินผลตามหลักวิชาการ  และมีความเหมาะสมกับสภาพโครงการ  แผนงาน  และนโยบาย  ไม่ประเมินผลโดยใช้ค่านิยมหรือประสบการณ์ส่วนตัวเป็นหลัก

3. มีความเที่ยงตรงในการวิเคราะห์ตลอดกระบวนการประเมิน

4. มีความมั่นคงทางด้านจิตใจ  ไม่ถูกครอบงำโดยง่ายจากผู้ตัดสินใจนโยบายหรือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากนโยบายนั้นๆ

5. มีความสัมพันธ์ที่เป็นกลางกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายนั้น ๆ

6. ไม่เข้าร่วมกับผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Non- Stakeholders) ที่ทำการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายหรือโครงการที่กำลังทำการประเมินอยู่

เยาวดี รางชัยกุล  วิบูลย์ศรี. (2548 : 118-119) ได้เสนอจรรยาบรรณที่นักประเมินผลควรยึดถือปฏิบัติคือ

1. ต้องซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของตน  กล่าวคือ  ควรทำการประเมินผลโดยใช้หลักวิชาการอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อมูล   ไม่อ้างผลการประเมินเกินความเป็นจริง  ต้องอุทิศเวลาทำหน้าที่เต็มความสามารถ ไม่คาดว่าผลการประเมินจะต้องเป็นผลบวกเสมอไป

2. ต้องมีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน  ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิของสาธารณชนและตระหนักถึงเหตุผลของผู้จัดทำโครงการ  โดยคำนึงถึงผลได้ผลเสียของทุกฝ่าย ไม่ควรประเมินเพียงเพื่อเอาใจผู้บริหาร  หรือเพื่อให้บรรลุนโยบายเท่านั้น

3. ต้องรักษาความลับอย่างเคร่งครัด  ซึ่งนักประเมินผลต้องเก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการซึ่งต้องปิดบังเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อผู้ให้ข้อมูล  หรือถ้าประเมินเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนที่ไม่อาจเปิดเผยหรือเผยแพร่  นักประเมินก็ควรรอบคอบและระมัดระวัง

4. ต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น  โดยนักประเมินผลไม่ควรเรียกร้องหรือขู่เข็ญผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ  แต่ควรมีการเห็นพ้องต้องกัน  โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น  รวมทั้งข้อจำกัดต่าง ๆเป็นหลัก

5. ต้องมีคุณธรรม  นักประเมินผลต้องมีคุณธรรมประจำใจ  กล่าวคือ  ควรทำการประเมินเฉพาะโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า  ไม่ควรประเมินโครงการใด ๆ เพื่อเห็นแก่สินจ้างรางวัลเป็นใหญ่โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของสาธารณชน

จากข้อคิดของนักวิชาการต่าง ๆ ข้างต้นจะเห็นได้ว่าในการประเมินผลนโยบาย  แผนงาน  โครงการนั้น  ผู้ประเมินผลจะต้องมีจริยธรรมหรือจรรยาบรรณเป็นกรอบในการประเมินตลอดกระบวนการ  เพื่อให้ผลการประเมินปราศจากอคติ  แม่นตรงและเชื่อถือได้  และได้รับการยอมรับจากสาธารณชน  หากการประเมินผลนโยบายโดยนักประเมินผลที่มีจริยธรรม  ย่อมได้ประโยชน์ต่อผู้ตัดสินนโยบายที่จะได้ล่วงรู้ความจริงแห่งการแก้ไขปัญหาทางสังคม  ได้ประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่จะได้รับรู้ว่า  การปฏิบัติตามนโยบายมีข้อบกพร่องที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขที่ส่วนไหนใน  แผนกลยุทธ์  แผนบริหารหรือแผนปฏิบัติการ  และได้ประโยชน์ต่อสาธรารณชนที่จะได้รับทราบว่ารัฐบาลได้พยายามอย่างไรบ้าง  ที่จะช่วยแก้ปัญหาของสาธารณชนอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัดท้ายบท

 กลับด้านบน

********************************************************************************


15. ปัญหาการประเมินผลนโยบายสาธารณะ

การประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้นเป็นเรื่องสำคัญ  และมีความจำเป็นมากต่อการที่เราจะทราบว่านโยบายนั้นบรรลุผลสำเร็จหรือล้มเหลว  แต่การประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้นมักจะประสบกับปัญหาหลายประการ  โดยได้ดัดแปลงจากทัศนะของ แอนเดอร์สัน (Anderson ) ดังนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของนโยบายไม่ชัดเจน

แม้จะมีการยอมรับว่าความชัดเจนของวัตถุประสงค์และเป้าหมายของนโยบายเป็นเรื่องสำคัญ  แต่ในทางปฏิบัติมักจะพบอยู่เสมอว่า  นโยบายสาธารณะบางนโยบายขาดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน บางครั้งกำหนดไว้อย่างคลุมเครือ  หรือมีลักษณะที่กระจายตัว  วัดได้ยาก  ย่อมมีผลต่อการกำหนดขอบเขตที่จะบรรลุ  ตัวอย่างเช่น  นโยบายพัฒนาชนบทและชุมชนเมือง  กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ว่า “เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของชาวชนบทและชุมชนเมืองให้ดีขึ้น”  ถ้าพิจารณาอย่างกว้าง ๆ จะเห็นว่าก็ไม่น่ามีปัญหาในการประเมินผลความสำเร็จของนโยบายนี้  แต่ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่า  นโยบายนี้กำหนดวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน คือ  มิได้กำหนดว่าจะใช้อะไรเป็นเครื่องชี้วัด (Indicator)  หรือแสดงว่าชาวชนบทและชุมชนเมืองมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น  นอกจากนั้นนโยบายส่วนใหญ่มิค่อยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน  แต่มักนิยมกำหนดเป้าหมายที่ต้องการจะบรรลุในเชิงคุณภาพ  เช่น  ทำให้ดีขึ้น  พัฒนาขึ้น  แต่มิได้ระบุให้ชัดเจนว่า  รายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไร  ขยายพื้นที่การผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไร  เป็นต้น  จึงทำให้ประเมินผลนโยบายได้ยาก

2.  ปัญหาเกี่ยวกับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลนโยบายสาธารณะปัญหาที่สำคัญเกี่ยวข้องกับตัวบุคลากรที่ทำการประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้นแยกเป็นประเด็นได้ ดังนี้

2.1 ปัญหาการไม่ได้รับความร่วมมือในการประเมินผล  โดยเฉพาะถ้าผู้ประเมินนโยบายเป็นบุคคลจากภายนอกองค์การ  เมื่อเข้ามาทำการประเมินผลนโยบายใดนโยบายหนึ่ง  ฝ่ายที่นำนโยบายไปปฏิบัติมักจะไม่ค่อยให้ข้อมูลข่าวสารที่ตรงตามความเป็นจริงนัก  เพราะรู้สึกว่าตนกำลังถูกจับผิดมากกว่าการค้นหาปัญหาที่ควรได้รับแก้ไขจึงมักจะให้ข้อมูลเชิงบวกมากกว่า  เนื่องจากกลัวว่าผลการประเมินจะออกมาว่านโยบายที่นำมาปฏิบัติไม่บรรลุผลสำเร็จ  และปีต่อไปอาจถูกตัดทอนงบประมาณให้น้อยลง  ดังนั้นผู้ทำการประเมินผลนโยบายจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์สามารถสร้างบรรยากาศความร่วมมือให้เกิดขึ้นได้  โดยต้องพยายามชี้แจงถึงผลดีของการประเมินผล  และขอความสนับสนุนจากผู้บริหารทุกระดับในองค์การที่รับผิดชอบนำนโยบายไปปฏิบัติ

2.2 ปัญหาผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญของการประเมินผล  ซึ่งหลายหน่วยงานผู้บริหารแต่งตั้งบุคคลจากสายวิชาการหรือผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านการประเมินผลให้มาทำหน้าที่ประเมินผลนโยบาย/แผนงาน/โครงการ จึงทำให้ขาดประสบการณ์ในการประเมินผลและผลการประเมินออกมาไม่แม่นตรงเท่าที่ควร

2.3 ปัญหาทางปรัชญาและเทคนิคของผู้ประเมินผล  เนื่องจากผู้ประเมินผลยังเห็นว่าการประเมินผลคือ  การควบคุมงานและเร่งรัดผลงานหรือตรวจสมรรถภาพของผู้ปฏิบัติ  จึงกลายเป็นการคอยจับผิดผู้ปฏิบัติงานไป

2.4  ปัญหาการขาดความเที่ยงธรรมในการประเมินผล  กรณีที่ผู้ประเมินผลนโยบายสาธารณะเป็นบุคคลที่อยู่ภายในองค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติหรือเกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติหรือมีความสนิทสนมชอบพอกับผู้ปฏิบัติงานตามนโยบายเป็นกรณีพิเศษ  ย่อมทำให้เกิดความลำเอียงหรือเกิดอคติในการประเมินผลนโยบายได้  หรือบางครั้งผู้ประเมินบางคนอาจใช้โอกาสแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว  ดังนั้นจึงประเมินผลออกมาในทางดีเท่านั้น  ไม่ประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา  ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ประเมินผลมีปัญหากับผู้ปฏิบัติงานตามนโยบาย  ก็อาจประเมินผลว่านโยบายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีนโยบายนั้นไม่บรรลุผลสำเร็จหรือล้มเหลว  ทำให้การประเมินผลนโยบายสาธารณะนั้นขาดความแม่นตรงและขาดความเชื่อถือได้

2.5 ขาดความพร้อมในการประเมินผล  ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารทำให้เกิดปัญหากับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินผล  โดยไม่ค่อยเตรียมตัวหรือเตรียมใจสำหรับการประเมินผลอย่างเต็มที่

3. ปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้องในการประเมินผลนโยบายสาธารณะปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้องในการประเมินผลนโยบายสาธารณะที่สำคัญ คือ

3.1 ปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสาร  ปัญหาที่ประสบอยู่เสมอ  คือ  การขาดข้อมูลข่าวสารที่นำมาช่วยประเมินผล  หรือข้อมูลที่ได้มานั้นขาดความถูกต้อง  ไม่ทันสมัย  ไม่สมบูรณ์  ไม่เพียงพอ  หรือข้อมูลขัดแย้งกัน  โดยเฉพาะข้อมูลเชิงสถิติ  ลักษณะเช่นนี้  ย่อมทำให้การประเมินผลมีจุดอ่อน  นอกจากนั้นยังขาดระบบสารสนเทศ (Information) ในการจัดเก็บข้อมูลที่ทันสมัย  ในกรณีที่ผู้ประเมินผลต้องการข้อมูล  ข่าวสารที่อื่นที่มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย  แต่อาจมีประโยชน์ต่อการประเมินผลนโยบาย  ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลจากระบบสารสนเทศภายในองค์การได้  ก็ย่อมทำให้การประเมินผลนโยบายขาดความแม่นตรงและขาดความเชื่อถือได้

3.2 ปัญหาการใช้เทคนิคในการประเมินผลนโยบาย  เนื่องจากการประเมินผลนโยบายมีเทคนิคหลายอย่าง  ตั้งแต่วิธีที่ไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์หรือระบบจนถึงวิธีที่มีระเบียบกฎเกณฑ์หรือมีระบบซึ่งการมีหลักเกณฑ์ที่ต่างกันย่อมทำให้คุณภาพของการประเมินผลต่างกันด้วย  ซึ่งผู้ที่ประเมินผลนโยบายบางครั้งไม่ได้คำนึงถึงความแม่นตรงและความเชื่อถือได้  จึงมักจะใช้เทคนิคอย่างง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน  เช่น ให้ความรู้สึกนึกคิด  ใช้ประสบการณ์ของผู้ประเมินเป็นหลัก  ผลของการประเมินออกมาจึงไม่สามารถบ่งบอกถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายสาธารณะได้

3.3 ปัญหาเรื่องระยะเวลาในการประเมินผลนโยบาย  เรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาในการประเมินผลนโยบายได้เช่นกัน  โดยปกติการประเมินผลนโยบายนั้น  สามารถกระทำได้หลายช่วงเวลา  เริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบาย  การนำนโยบายไปปฏิบัติ  และเมื่อผลลัพธ์ของนโยบายเกิดขึ้นแล้ว นโยบายสาธารณะโดยทั่วไปมีหลายระดับ  บางนโยบายเป็นเรื่องใหญ่ครอบคลุมทั้งประเทศ  บางนโยบายเป็นเรื่องเฉพาะในแต่ละภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น  บางนโยบายหวังผลระยะสั้น  บางนโยบายก็หวังผลระยะยาว ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาในการประเมินผลเพราะผู้ประเมินผลไม่อาจคาดได้ว่า  ควรใช้เวลาในการประเมินผลนานเท่าไรจึงจะทราบผลของการประเมิน  นโยบายใดควรจะประเมินผลทุกขั้นตอน  นโยบายใดควรจะประเมินผลเมื่อนโยบายนั้นปฏิบัติเสร็จสิ้นแล้ว

3.4  บางครั้งเกิดการเมืองในการประเมินผล  หมายถึง  การที่ผู้เกี่ยวข้อง  ซึ่งอาจได้แก่ผู้บริหารหรือนักการเมืองเข้ามาสร้างอิทธิพลหรือมีอิทธิพลต่อกระบวนการประเมินผลนโยบายนั้นๆ  ทั้งนี้เพราะเขาเหล่านั้นต้องการให้ผลการประเมินออกมาเชิงบวกหรือเป็นที่ยอมรับ  มากกว่าผลการประเมินออกมาในเชิงลบ  ซึ่งจะทำให้ประชาชนขาดศรัทธาต่อรัฐบาลในการที่ไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาและสนองความต้องการของประชาชนได้

3.5 การเลือกประเมินผลเฉพาะกระบวนการ  และละเว้นการประเมินผลผลิต และผลลัพธ์ตลอดจนผลกระทบของนโยบาย  โดยเฉพาะหน่วยงานระดับปฏิบัติ  มักให้ความสำคัญต่อการวัดประสิทธิภาพในขั้นตอนกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติว่ารวดเร็วและคล่องตัวเพียงใด  แต่มิได้เชื่อมโยงระหว่างผลการปฏิบัติงานกับประสิทธิผลของนโยบายว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่  ประการใด  จึงเป็นการประเมินผลที่มิได้ประเมินแบบองค์รวม  หรือประเมินภาพรวม

แบบฝึกหัดท้ายบท

  กลับด้านบน

********************************************************************************

สรุป

การประเมินผลนโยบายสาธารณะ  ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการนโยบายสาธารณะที่จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติทราบถึงผลผลิตและผลลัพธ์ของการนำนโยบายนั้น ๆ จุดมุ่งหมายของการประเมินผลนโยบาย  เพื่อให้ทราบความก้าวหน้า  และข้อบกพร่องของนโยบายหากก้าวหน้าก็จะดำเนินการต่อไปและขยายผลให้กว้างขวางในหลายพื้นที่หรือหลายกลุ่ม  หากบกพร่องก็จะได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม  หากมีผลกระทบเชิงลบต่อบุคคล  ชุมชน  และสังคมโดยส่วนรวมก็อาจยุติหรือยกเลิกนโยบายนั้นได้  วิธีการประเมินผลนโยบายที่นิยมมี  2  วิธีคือ  การประเมินผลด้วยวิธีการวิจัย  และการประเมินผลด้วยระบบวิเคราะห์  สำหรับเกณฑ์ในการประเมินผลนโยบาย ได้แก่ เกณฑ์ประสิทธิภาพ เกณฑ์ประสิทธิผล เกณฑ์ความพอเพียง  เกณฑ์ความเป็นธรรม  เกณฑ์ความเสมอภาค  เกณฑ์ความพึงพอใจ เป็นต้น

ส่วนกระบวนการประเมินผลนโยบาย  ขั้นตอนแรกคือการกำหนดรายละเอียดว่าจะประเมินอะไร  ขั้นตอนที่สองคือการวัดผล  ขั้นตอนที่สามคือการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ  ปัญหาในการประเมินผลนโยบายมีปัญหาดังนี้คือ  ประการแรก  ปัญหาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายไม่ชัดเจนทำให้วัดและประเมินยาก  ประการที่สองปัญหาเกี่ยวกับบุคลากรไม่ให้ความร่วมมือในการประเมินผล ประการที่สาม ปัญหาอื่น ๆ เช่น ขาดข้อมูลข่าวสารที่นำมาช่วยในการประเมินผล  ขาดการใช้เทคนิคในการประเมินผล  ระยะเวลาในการประเมินผลจำกัด  มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงในการประเมินผล  เป็นต้น

ดังนั้นการประเมินผลนโยบายสาธารณะจึงเป็นการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานตามนโยบายเพื่อป้องกันมิให้ผู้ปฏิบัติตามนโยบายทำงานคล้ายกับ “พายเรือในอ่าง” นอกจากนั้นการประเมินผลจะช่วยให้เกิดความรู้  ความเข้าใจในสิ่งที่ถูกประเมินอย่างชัดเจน  ถูกต้อง  สามารถตัดสินใจดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ได้ถูกต้องและนำมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานตามนโยบายให้บังเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ดียิ่งขึ้น

 กลับด้านบน

********************************************************************************

บรรณานุกรม

กมลทิพย์ ยืนนาน. (2547, กรกฎาคม-สิงหาคม). “โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่,”
เศรษฐกิจและสังคม. 41(4) : 33-37.

การประเมินองค์การด้วย Mc Kinsey’s 7 s. (2552). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.hrcerter.co.th/hrknowview.asp?id=647.(วันที่ค้นข้อมูล : 3 พฤศจิกายน
2552).

จุมพล หนิมพานิช. (2547). การวิเคราะห์นโยบาย ขอบข่าย แนวคิด ทฤษฎี และกรณีตัวอย่าง.
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ถวัลย์รัฐ วรเทพพุฒิพงษ์. (2541). การประเมินผลนโยบาย : ประสิทธิภาพประสิทธิผล และความ
เป็นธรรมของนโยบาย. กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. (2539). การวิจัยประเมินผล หลักการ และกระบวนการ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ
: สหายบล็อกและการพิมพ์.

พนารัช ปรีดากรณ์. (2550, พฤษภาคม – สิงหาคม). “การประเมินผลสำเร็จเชิงผลลัพธ์และเป้าหมาย
สูงสุดของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่ภาคกลาง,” วารสารวิชาการ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. 27(2) : 73-87.

พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ. (2546, กันยายน – ธันวาคม). “การประเมินผลการปฏิบัติงานของ
กระทรวงมหาดไทย

ตามนโยบายเร่งด่วนด้านการเร่งรัดการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รอบ 1 ปี,”
วารสารรัฐประศาสนศาสตร์. 2(3) : 9-32.

มนนิภา สังข์ศักดา. (2547,กรกฎาคม-สิงหาคม). “ 30 บาทรักษาทุกโรค มุ่งสร้างหลักประกันสุขภาพ
ถ้วนหน้าและเท่าเทียม,”. เศรษฐกิจและสังคม. 41(4) : 4-8.

เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี. (2548). การประเมินโครงการ แนวคิดและแนวปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 3.
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วณิชชานนท์. (2546, กรกฎาคม-สิงหาคม). “ โครงการธนาคารประชาชน : แหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย,” เศรษฐกิจและสังคม. 40(3) : 55-57.

วรวรรณ ผลิคามิน. (2547, กรกฎาคม-สิงหาคม). “ โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า : 30 บาทรักษาทุกโรค,” เศรษฐกิจและสังคม. 41(4) : 38-43.

วรเดช จันทรศรและไพโรจน์ ภัทรนรากุล. (2543). การประเมินผลระบบเปิด. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :
ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหายบล็อกและการพิมพ์ จำกัด.

วัฒนา วงศ์เกียรติรัตน์ และสุริยา วีรวงศ์. (2543). คู่มือการประเมินผลโครงการ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศุภชัย ยาวะประภาษ. (2544). นโยบายสาธารณะ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. (2549). นโยบายสาธารณะ : แนวความคิด การวิเคราะห์ และกระบวนการ.
พิมพ์ครั้งที่ 14 . กรุงเทพฯ : เสมาธรรม.

“30 บาทรักษาทุกโรค : โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,” (2546,กรกฎาคม –สิงหาคม).
เศรษฐกิจและสังคม. 40(3) : 58-60.

สุนทร เกิดแก้ว. (2541). การบริหารโครงการ : การติดตามควบคุมและประเมินผล. พิมพ์ครั้งที่ 3.
กรุงเทพฯ : เสมาธรรม.

สุวัฒน์ วัฒนวงศ์. (2540, สิงหาคม). “ความรู้เกี่ยวกับการประเมินผลโครงการ,”การศึกษาตลอดชีวิต. 19(6) : 45-51.

Jones, Charles. O. (1970). An Introduction to the Study of Public Policy. California :
Duxbury Press.

Rossi, Peter H. & Howard, Freeman.E. (1993). Evaluation : A Systematic Approach.
Newbury Park, California : Stage Publications, Inc.

 

 กลับด้านบน

********************************************************************************

This entry was posted in หน่วยที่ 5. Bookmark the permalink.

Comments are closed.